คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2568 ฉบับเต็ม

#727391
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2568 ธนาคาร ห. โจทก์ บริษัท อ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 698 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95, มาตรา 135 (3), มาตรา 136 การที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) ตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ (สัญญาจำนองทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 727/1) โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นกันนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองเท่านั้น หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จะมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.25 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองในเงินต้นดังกล่าวรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 501,904,176.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 65 (เอกสารหมาย จ.70) ถึงวันฟ้อง และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนของความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองเป็นเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออก ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ธนาคาร ห. ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 บริษัท ม. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร ห. ในวงเงินรวม 470,000,000 บาท โดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดิน 12 แปลง โฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433, และ 51210 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) 3 แปลง เลขที่ 348 เลขที่ 1923 และ 1925 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 14541, 45645 และ 45696 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23726 ในวงเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 นำห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 40,000,000 บาท บริษัท ม. เบิกถอนเงินตามสัญญาไปจากธนาคาร ห. แล้วไม่ชำระ ถึงวันฟ้องเป็นเงินต้น 246,934,191.78 บาท และดอกเบี้ย 254,969,984.80 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 501,904,176.58 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล. 2784/2556 วันที่ 10 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดในหนี้ที่ค้ำประกันให้ไว้ต่อธนาคาร ห. วันที่ 30 มกราคม 2557 ธนาคาร ห. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. นายเฉิน หรือนายจุ้งเชียง จำเลยที่ 2 และนางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีล้มละลายดังกล่าวต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ธนาคาร ห. โอนกิจการรวมถึงทรัพย์สิน ความรับผิดทางสัญญาด้านการพาณิชย์ กู้ยืมเงินและหลักประกันให้แก่โจทก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนธนาคาร ห. ต่อศาลล้มละลายกลาง และยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว ไม่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป วันที่ 1 กันยายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของบริษัท ม. นางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ตามมาตรา 135 (2) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จำนองรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่บริษัท ม. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากหนี้สินด้วยเหตุว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ม. ลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 สำหรับความรับผิดในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ในกรณีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองนั้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) อันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน แต่โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนอง เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 จึงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองไว้เท่านั้น หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 3 มีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน โจทก์ก็ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้จำนองไม่เกินกว่าทรัพย์จำนอง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้จำนองรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 256,067,374.21 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 406,067 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 651,904 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 245,837 บาท แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่หากบังคับยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 245,837 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส-สาธุ เพ็ชรไชย-ประคอง เตกฉัตร) ศาลแพ่ง - นายนทดล กิติกัมรา ศาลอุทธรณ์ - นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.129/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
727391
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายนทดล กิติกัมรา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1784660411498"
    }
}
date
2568
deka_no
7982/2568
deka_running_no
7982
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส",
    "สาธุ เพ็ชรไชย",
    "ประคอง เตกฉัตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 698"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 95",
            "ม. 135 (3)",
            "ม. 136"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ห."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.25 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองในเงินต้นดังกล่าวรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 501,904,176.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 65 (เอกสารหมาย จ.70) ถึงวันฟ้อง และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนของความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองเป็นเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออก ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ธนาคาร ห. ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 บริษัท ม. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร ห. ในวงเงินรวม 470,000,000 บาท โดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดิน 12 แปลง โฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433, และ 51210 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) 3 แปลง เลขที่ 348 เลขที่ 1923 และ 1925 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 14541, 45645 และ 45696 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23726 ในวงเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 นำห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 40,000,000 บาท บริษัท ม. เบิกถอนเงินตามสัญญาไปจากธนาคาร ห. แล้วไม่ชำระ ถึงวันฟ้องเป็นเงินต้น 246,934,191.78 บาท และดอกเบี้ย 254,969,984.80 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 501,904,176.58 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล. 2784/2556 วันที่ 10 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดในหนี้ที่ค้ำประกันให้ไว้ต่อธนาคาร ห. วันที่ 30 มกราคม 2557 ธนาคาร ห. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. นายเฉิน หรือนายจุ้งเชียง จำเลยที่ 2 และนางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีล้มละลายดังกล่าวต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ธนาคาร ห. โอนกิจการรวมถึงทรัพย์สิน ความรับผิดทางสัญญาด้านการพาณิชย์ กู้ยืมเงินและหลักประกันให้แก่โจทก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนธนาคาร ห. ต่อศาลล้มละลายกลาง และยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว ไม่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป วันที่ 1 กันยายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของบริษัท ม. นางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ตามมาตรา 135 (2) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จำนองรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่บริษัท ม. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากหนี้สินด้วยเหตุว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ม. ลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 สำหรับความรับผิดในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ในกรณีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองนั้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) อันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน แต่โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนอง เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 จึงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองไว้เท่านั้น หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 3 มีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน โจทก์ก็ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้จำนองไม่เกินกว่าทรัพย์จำนอง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้จำนองรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 256,067,374.21 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 406,067 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 651,904 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 245,837 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่หากบังคับยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 245,837 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260722_020001\000004.html
source_run
20260722_020001
supreme_black_case_no
พ.129/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568