คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2568 ฉบับเต็ม

#729179
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2568 บริษัท ก. โจทก์ นางสาว อ. ผู้ร้อง นาย พ. ผู้ร้องสอด บริษัท น. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 57 ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว ย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ จึงให้ยกคำร้อง กับยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และเมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อต่อสู้คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ให้สิทธิผู้ถือหุ้นเฉพาะในการฟ้องร้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้นต่อสู้คดีแทนบริษัทเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประชุมใหญ่เป็นไปโดยชอบไม่ได้ กรณีไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงไม่ใช่กรณีที่จะร้องสอดเข้ามาได้ ส่วนเรื่องการประชุมคณะกรรมการก็เป็นเรื่องที่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิผู้ถือหุ้น ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้ววินิจฉัยว่า การประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบ พิพากษาให้เพิกถอนการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยกับขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลย ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและรับคำร้องสอดไว้พิจารณา ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องและรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 จะกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะตั้งหรือถอนกรรมการบริษัทได้ แต่ก็มิได้ตัดอำนาจศาลที่จะตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 และแม้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลง ตามมาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้นายเกียรติและนายชาลา กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนไปได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อันเป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แล้วมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอดไว้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ (พรชัย พุ่มกำพล-ภัฏ วิภูมิรพี-ธรรมนูญ สิงห์สาย) ศาลแพ่งมีนบุรี - นางสาวจิตลดา เพ็ญศิริวรทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ - นายวินัส สุนนท์ แหล่งที่มา สรรหาฎีกาเด็ด แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.32/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
729179
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งมีนบุรี",
        "judge": "นางสาวจิตลดา เพ็ญศิริวรทรัพย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวินัส สุนนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1784228412173"
    }
}
date
2568
deka_no
7890/2568
deka_running_no
7890
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "พรชัย พุ่มกำพล",
    "ภัฏ วิภูมิรพี",
    "ธรรมนูญ สิงห์สาย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ก."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสาว อ."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นาย พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท น."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ จึงให้ยกคำร้อง กับยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และเมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อต่อสู้คดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ให้สิทธิผู้ถือหุ้นเฉพาะในการฟ้องร้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้นต่อสู้คดีแทนบริษัทเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประชุมใหญ่เป็นไปโดยชอบไม่ได้ กรณีไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงไม่ใช่กรณีที่จะร้องสอดเข้ามาได้ ส่วนเรื่องการประชุมคณะกรรมการก็เป็นเรื่องที่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิผู้ถือหุ้น ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้ววินิจฉัยว่า การประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบ พิพากษาให้เพิกถอนการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยกับขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลย

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและรับคำร้องสอดไว้พิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องและรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 จะกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะตั้งหรือถอนกรรมการบริษัทได้ แต่ก็มิได้ตัดอำนาจศาลที่จะตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 และแม้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลง ตามมาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้นายเกียรติและนายชาลา กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนไปได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อันเป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แล้วมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอดไว้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สรรหาฎีกาเด็ด
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260717_020000\000004.html
source_run
20260717_020000
supreme_black_case_no
พณ.32/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568