คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2567 ฉบับเต็ม

#733810
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2567 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ นาย ก. จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสาม ป.อ. มาตรา 3 (1), มาตรา 78, มาตรา 53, มาตรา 29, มาตรา 30 ป.ยาเสพติด มาตรา 1, มาตรา 90, มาตรา 145 คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 240 เม็ด ชนิดเกล็ด 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 43.468 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายบัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และมาตรา 145 วรรคหนึ่ง มิใช่มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ร้อยตำรวจเอก อ. กับพวก ร่วมกันจับกุมตัวนาย ธ.หรือ ห โดยนาย ธ.ให้การรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยและแจ้งตำหนิรูปพรรณของจำเลย พร้อมทั้งให้รายละเอียดว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายบริเวณริมถนนสวนสาธารณะหมู่บ้านวิเศษสุขนคร เฟส 1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยตำรวจเอก อ. กับพวกจึงเดินทางไปตรวจสอบบริเวณสวนสาธารณะดังกล่าวพบจำเลยซึ่งมีลักษณะตำหนิรูปพรรณตรงตามที่ได้รับแจ้ง จำเลยยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์เมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงท่าทางพิรุธพยายามหลบหนี ร้อยตำรวจเอก อ.กับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลย และพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้จำเลยยังรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักของจำเลยและสมัครใจพาร้อยตำรวจเอก อ.กับพวก ไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีนอีก 40 เม็ด พฤติการณ์ที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อใช้เสพเองดังกล่าว น่าเชื่อว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดไว้เพื่อจำหน่าย หากเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไม่ถูกเจ้าพนักงานชุดจับกุมติดตามตรวจยึดได้เสียก่อน จำเลยย่อมต้องจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจนหมด โดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ถือเป็นการกระทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิมตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท เมื่อโทษที่ศาลกำหนดตามคำพิพากษาก่อนลดโทษคือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 10 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี (ธรรมนูญ สิงห์สาย-วรวุฒิ ทวาทศิน-ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นางเบญจมาภรณ์ สมทวีศิลป์ ภัทราดูลย์ ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์ แหล่งที่มา คณะทำงานจัดเตรียมข้อมูลคำพิพากษาฯ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบ JIS แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2341/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เนื้อหาคำพิพากษานี้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล อาจมีข้อผิดพลาดได้ กรุณาตรวจสอบคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนนำไปใช้อ้างอิง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
733810
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นางเบญจมาภรณ์ สมทวีศิลป์ ภัทราดูลย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1789758057312"
    }
}
date
2567
deka_no
6085/2567
deka_running_no
6085
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ธรรมนูญ สิงห์สาย",
    "วรวุฒิ ทวาทศิน",
    "ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคสาม (2)",
            "ม. 66 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 3 (1)",
            "ม. 78",
            "ม. 53",
            "ม. 29",
            "ม. 30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ป.ยาเสพติด",
        "law_abbr": "ป.ยาเสพติด",
        "sections": [
            "ม. 1",
            "ม. 90",
            "ม. 145"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ก."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 240 เม็ด ชนิดเกล็ด 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 43.468 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย และการจำหน่ายบัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90, 145 แสดงว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และมาตรา 145 วรรคหนึ่ง มิใช่มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ร้อยตำรวจเอก อ. กับพวก ร่วมกันจับกุมตัวนาย ธ.หรือ ห โดยนาย ธ.ให้การรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยและแจ้งตำหนิรูปพรรณของจำเลย พร้อมทั้งให้รายละเอียดว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายบริเวณริมถนนสวนสาธารณะหมู่บ้านวิเศษสุขนคร เฟส 1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยตำรวจเอก อ. กับพวกจึงเดินทางไปตรวจสอบบริเวณสวนสาธารณะดังกล่าวพบจำเลยซึ่งมีลักษณะตำหนิรูปพรรณตรงตามที่ได้รับแจ้ง จำเลยยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์เมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงท่าทางพิรุธพยายามหลบหนี ร้อยตำรวจเอก อ.กับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลย และพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้จำเลยยังรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักของจำเลยและสมัครใจพาร้อยตำรวจเอก อ.กับพวก ไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีนอีก 40 เม็ด พฤติการณ์ที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อใช้เสพเองดังกล่าว น่าเชื่อว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดไว้เพื่อจำหน่าย หากเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไม่ถูกเจ้าพนักงานชุดจับกุมติดตามตรวจยึดได้เสียก่อน จำเลยย่อมต้องจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจนหมด โดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ถือเป็นการกระทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิมตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท เมื่อโทษที่ศาลกำหนดตามคำพิพากษาก่อนลดโทษคือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 10 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เนื้อหาคำพิพากษานี้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล อาจมีข้อผิดพลาดได้ กรุณาตรวจสอบคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนนำไปใช้อ้างอิง
source
คณะทำงานจัดเตรียมข้อมูลคำพิพากษาฯ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบ JIS
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260919_020000\000020.html
source_run
20260919_020000
supreme_black_case_no
อ.2341/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567