คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543 ฉบับเต็ม

#91207
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543 บริษัทโอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางพรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 698, มาตรา 850, มาตรา 852 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 246 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 52 แม้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสินค้าไม่ส่งมอบให้โจทก์อันเป็นความเสียหายจากการทำงาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้วก็ตาม แต่เมื่อต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานและความผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงาน จึงระงับสิ้นไป ทั้งฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง คือหนี้ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่ขอให้บังคับตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขาย และค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 5 เฉพาะเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วเก็บเงินค่าสินค้ามาแต่ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โดยเบียดบังไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเป็นเงิน 2,343,457.28 บาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำการยักยอกเงินค่าสินค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานซึ่งจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง มิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (กมล เพียรพิทักษ์-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91207
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมพงษ์ เหมวิมล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072909"
    }
}
date
2543
deka_no
4638/2543
deka_running_no
4638
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สละ เทศรำพรรณ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 698",
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทโอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางพรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขาย และค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 5 เฉพาะเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วเก็บเงินค่าสินค้ามาแต่ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โดยเบียดบังไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเป็นเงิน 2,343,457.28 บาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำการยักยอกเงินค่าสินค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานซึ่งจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง มิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001189.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543