คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112 -ที่ 5113/2543 ฉบับเต็ม

#91220
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112 - 5113/2543 บริษัท ปริ๊นเซสโกลด์ จำกัด กับพวก โจทก์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก จำเลย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1), มาตรา 7 วรรคสอง (3), มาตรา 8 (10), มาตรา 61 (3), มาตรา 65, มาตรา 66 คำว่า "โต๊ะกัง" เดิมนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ประกอบกิจการร้านค้าทองคำรูปพรรณและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" สำหรับสินค้าทองคำรูปพรรณของตนตั้งแต่ก่อนปี 2457 โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และใช้ชื่อร้านค้าว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ซึ่งนำมาจากชื่อของนายโต๊ะกังเอง โดยที่คำดังกล่าวมิได้มีความหมายว่าร้านค้าทองคำแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำหลายรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่มีผู้รู้จักและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่ว่าผู้ประกอบการค้าทองคำทั่วไปนิยมใช้คำนี้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าโดยเห็นว่า มีความหมายถึงร้านค้าทองคำ ประชาชนผู้ซื้อสินค้าทองคำจากผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือซื้อทองคำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ย่อมสามารถพิจารณาเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เพื่อแยกแยะความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นี้ยังคงมีความหมายบ่งเฉพาะที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คำว่า "โต๊ะกัง" จึงเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีลักษณะบ่งเฉพาะได้และมิใช่คำสามัญที่หมายถึงร้านค้าทองรูปพรรณดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในอุทธรณ์ การที่โจทก์ทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบกับเครื่องหมายการค้าของตน จึงเป็นการนำเอาเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เป็นส่วนสาระสำคัญอันมีลักษณะเด่น ประชาชนอาจสังเกตและจดจำได้ง่ายกว่าคำอื่นตลอดจนรูปที่โจทก์ทั้งสองนำมาประกอบ ทั้งคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เขียนและอ่านออกเสียงได้เหมือนกันย่อมถือว่าเป็นจุดเด่นที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ง่าย ปัญหาข้อพิพาทในคดีที่ พ. ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนถูกฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของ พ. เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นั้น เมื่อยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ พ. แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่า พ. มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งสองสำนวนคงเรียกตามเดิม โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 49/2540 และที่ 50/2540 และให้จำเลยทั้งเจ็ดรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งเจ็ดให้การทั้งสองสำนวนขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่จดทะเบียนไว้คือ เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกังเซ่งกี่" ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" คำว่า "โต๊ะกังบุ้นกี่" และคำว่า "โต๊ะกังเยาวราช" จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เห็นว่า คำว่า "โต๊ะกัง" นี้ เดิมนายโต๊ะกังประกอบกิจการร้านค้าทองคำรูปพรรณและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" สำหรับสินค้าทองคำรูปพรรณของตนตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2457 โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และใช้ชื่อร้านค้าว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ซึ่งนำมาจากชื่อของนายโต๊ะกังเอง โดยที่คำดังกล่าวมิได้มีความหมายว่าร้านค้าทองคำแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำหลายรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่มีผู้รู้จักและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่ว่าผู้ประกอบการค้าทองคำทั่วไปนิยมใช้คำนี้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าโดยเห็นว่ามีความหมายถึงร้านค้าทองคำ ประชาชนผู้ซื้อสินค้าทองคำจากผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือซื้อทองคำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ย่อมสามารถพิจารณาเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เพื่อแยกแยะความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นี้ยังคงมีความหมายบ่งเฉพาะที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำบางรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือเครื่องหมายการค้านั้น เห็นได้ว่าผู้ประกอบกิจการค้าทองคำที่นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่ประชาชนรู้จักและนิยมเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนเท่านั้น และประชาชนทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่าร้านค้าทองคำที่ใช้ชื่ออันประกอบกับคำว่า "โต๊ะกัง" มีความเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าทองคำของนายโต๊ะกังในทางใดทางหนึ่งได้ คำว่า "โต๊ะกัง" จึงเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีลักษณะบ่งเฉพาะได้และมิใช่คำสามัญที่หมายถึงร้านค้าทองรูปพรรณดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในอุทธรณ์ เมื่อนายไพบูลย์นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของตนไว้ก่อนแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป โจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติได้เช่นนั้น การที่โจทก์ทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบกับเครื่องหมายการค้าของตน จึงเป็นการนำเอาเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เป็นส่วนสาระสำคัญอันมีลักษณะเด่น ประชาชนอาจสังเกตและจดจำได้ง่ายกว่าคำอื่นตลอดจนรูปที่โจทก์ทั้งสองนำมาประกอบ ทั้งคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เขียนและอ่านออกเสียงได้เหมือนกันย่อมถือว่าเป็นจุดเด่นที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ง่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 นั้นชอบแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า นายไพบูลย์ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" "โต๊ะกังเยาวราช" และ "โต๊ะกังบุ้นกี่" ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกังกับพวกฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นายไพบูลย์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนายไพบูลย์กับโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่านายไพบูลย์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-ทวีชัย เจริญบัณฑิต-พินิจ เพชรรุ่ง) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91220
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ",
        "judge": "นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072343"
    }
}
date
2543
deka_no
5113/2543
deka_running_no
5113
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "ทวีชัย เจริญบัณฑิต",
    "พินิจ เพชรรุ่ง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 6 (1)",
            "ม. 7 วรรคสอง (3)",
            "ม. 8 (10)",
            "ม. 61 (3)",
            "ม. 65",
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ปริ๊นเซสโกลด์ จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งสองสำนวนคงเรียกตามเดิม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 49/2540 และที่ 50/2540 และให้จำเลยทั้งเจ็ดรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การทั้งสองสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่จดทะเบียนไว้คือ เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกังเซ่งกี่" ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" คำว่า "โต๊ะกังบุ้นกี่" และคำว่า "โต๊ะกังเยาวราช" จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เห็นว่า คำว่า "โต๊ะกัง" นี้ เดิมนายโต๊ะกังประกอบกิจการร้านค้าทองคำรูปพรรณและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" สำหรับสินค้าทองคำรูปพรรณของตนตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2457 โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และใช้ชื่อร้านค้าว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ซึ่งนำมาจากชื่อของนายโต๊ะกังเอง โดยที่คำดังกล่าวมิได้มีความหมายว่าร้านค้าทองคำแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำหลายรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่มีผู้รู้จักและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่ว่าผู้ประกอบการค้าทองคำทั่วไปนิยมใช้คำนี้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าโดยเห็นว่ามีความหมายถึงร้านค้าทองคำ ประชาชนผู้ซื้อสินค้าทองคำจากผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือซื้อทองคำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ย่อมสามารถพิจารณาเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เพื่อแยกแยะความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นี้ยังคงมีความหมายบ่งเฉพาะที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำบางรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือเครื่องหมายการค้านั้น เห็นได้ว่าผู้ประกอบกิจการค้าทองคำที่นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่ประชาชนรู้จักและนิยมเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนเท่านั้น และประชาชนทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่าร้านค้าทองคำที่ใช้ชื่ออันประกอบกับคำว่า "โต๊ะกัง" มีความเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าทองคำของนายโต๊ะกังในทางใดทางหนึ่งได้ คำว่า "โต๊ะกัง" จึงเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีลักษณะบ่งเฉพาะได้และมิใช่คำสามัญที่หมายถึงร้านค้าทองรูปพรรณดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในอุทธรณ์ เมื่อนายไพบูลย์นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของตนไว้ก่อนแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป โจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติได้เช่นนั้น การที่โจทก์ทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบกับเครื่องหมายการค้าของตน จึงเป็นการนำเอาเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เป็นส่วนสาระสำคัญอันมีลักษณะเด่น ประชาชนอาจสังเกตและจดจำได้ง่ายกว่าคำอื่นตลอดจนรูปที่โจทก์ทั้งสองนำมาประกอบ ทั้งคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เขียนและอ่านออกเสียงได้เหมือนกันย่อมถือว่าเป็นจุดเด่นที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ง่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 นั้นชอบแล้ว

ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า นายไพบูลย์ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" "โต๊ะกังเยาวราช" และ "โต๊ะกังบุ้นกี่" ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกังกับพวกฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นายไพบูลย์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนายไพบูลย์กับโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่านายไพบูลย์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001184.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112 -
year
2543