คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2543 ฉบับเต็ม

#91229
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2543 นายกฤตย์ ยงรัตนา โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา พ.ร.ฎ.ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2494 มาตรา พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มาตรา ++ เรื่อง คดีแรงงาน ++ ++ คดีแดงที่ 5489-5494/2543 ++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ ++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++ ++ ++ ++ ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งหกต่างเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาคนละครบ 10 ปีขึ้นไป มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยในปี 2541 เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ++ มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุและการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมว่า พนักงานที่มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น โดยจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานและจะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนดเป็นคราว ๆ ++ ซึ่งปรากฏว่า ในปี 2541 จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคม 2541 เท่ากับเงินเดือนคนละ 1 เดือน ++ ประมาณกลางปี 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบ มีผลทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ++ ซึ่งสรุปได้ว่า พนักงานที่เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน ของปีนั้น และถ้าพนักงานนั้นได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 5 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย180 วัน ถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีระเบียบในการจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุ ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแล้ว ++ ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2541 จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 1ตุลาคม 2541 ครั้นเดือนกันยายน 2541 กระทรวงการคลังทำเรื่องหารือคณะรัฐมนตรีขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ตามเอกสารหมายจ.ล.3 ++ ++ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกและจำเลยว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุ และสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกยังคงมีอยู่ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเดิมหรือไม่ ++ ++ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ แต่จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี เว้นเสียแต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีนั้นจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.ล.3 เป็นมติที่เกิดขึ้นและอนุวัตตามการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปของกระทรวงการคลัง ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ซึ่งมีเจตนาให้ลูกจ้างที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยผลของการเปลี่ยนแปลงสถานะของจำเลยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอยู่ก่อน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่กล่าวมานี้มิได้ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ ++ แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้ให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยเฉพาะแต่ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.ล.2 ข้อ 2.3.2 เท่านั้น หาได้ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยด้วยไม่ ++ ดังจะเห็นได้จากข้อความในเอกสารหมาย จ.ล.2 ข้อ 2.4 ที่มติคณะรัฐมนตรี ตามเอกสารหมาย จ.ล.3ระบุถึง ++ ดังนั้น สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุและสิทธิที่จะได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งหก จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ++ กล่าวคือ โจทก์ทั้งหกต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน2541 และมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ++ จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1ตุลาคม 2541 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่31 ธันวาคม 2541 ให้โจทก์ทั้งหก ++ เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิทำงานจนถึงเดือนธันวาคม2541 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งหก ++ และการที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเหตุเกษียณอายุให้โจทก์ทั้งหกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ถือได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานถูกต้องแล้ว ++ เมื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ทั้งหกอีก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินนั้นให้โจทก์ทั้งหก ___________________________ คดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖ โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลยวันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ และค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์แต่ละคนปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยมีข้อบังคับในการทำงานกำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อพนักงานชายอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ พนักงานหญิงอายุครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีนั้นโจทก์ทั้งหกมีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุปี ๒๕๔๑ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๔๑ แต่เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้ออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ โดยอ้างว่าจำเลยได้เปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ทำให้โจทก์ทั้งหกเสียสิทธิในการทำงานและรับค่าจ้างตามข้อตกลงเดิมเป็นเวลา ๓ เดือน ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะแม้จำเลยจะเปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้วก็ตาม แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ว่า เห็นสมควรให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงซึ่งรวมทั้งจำเลยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ๆ จำเลยจึงต้องปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งหกตามข้อบังคับในการทำงานของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งหกมีสิทธิทำงานและรับเงินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม๒๕๔๑ นอกจากนี้ตามระเบียบของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษเมื่อทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนจำนวน ๑ เดือน แต่จำเลยไม่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้โจทก์ทั้งหก และจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกเพียงเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ ๑๘๐ วัน ทั้งที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ๓๐๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกขาดอยู่อีกคนละ ๑๒๐ วัน ซึ่งเท่ากับค่าจ้าง ๔ เดือน และจำเลยต้องจ่ายเงินค่าภาษีอากรสำหรับเงินที่จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรในอัตราร้อยละ ๑๕ เมื่อจำเลยไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหก จำเลยจึงมิได้จ่ายเงินค่าภาษีอากรส่งให้กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกตามปกติ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้โจทก์ทั้งหกด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนที่ขาดให้แก่โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน เงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างคนละ ๔ เดือน และเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในคำฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้ว โจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจ และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเกษียณอายุในวันสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คือสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนจำนวน ๓ เดือนสุดท้ายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก ส่วนเงินช่วยเหลือพิเศษนั้นพนักงานของจำเลยจะได้รับก็ต่อเมื่อได้ทำงานจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน ๑ เดือน ให้โจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกทำงานมาเกินกว่า ๓ ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียง ๑๘๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกถูกต้องแล้ว ส่วนค่าภาษีจำเลยก็จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแล้วเช่นเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน และจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามตารางท้ายคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งหกต่างเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาคนละครบ ๑๐ ปีขึ้นไป มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยในปี ๒๕๔๑ เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุและการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมว่า พนักงานที่มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีนั้น โดยจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานและจะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนดเป็นคราว ๆ ซึ่งปรากฏว่าในปี ๒๕๔๑ จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนคนละ ๑ เดือน ประมาณกลางปี ๒๕๔๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบมีผลทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งสรุปได้ว่าพนักงานที่เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีนั้น และถ้าพนักงานนั้นได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ ๕ ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย๑๘๐ วัน ถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีระเบียบในการจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุ ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ครั้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ กระทรวงการคลังทำเรื่องหารือคณะรัฐมนตรีขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ตามเอกสารหมายจ.ล.๓ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกและจำเลยว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุ และสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกยังคงมีอยู่ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเดิมหรือไม่ เห็นว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ แต่จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี เว้นเสียแต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีนั้นจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.ล.๓ เป็นมติที่เกิดขึ้นและอนุวัตตามการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปของกระทรวงการคลัง ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ ซึ่งมีเจตนาให้ลูกจ้างที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยผลของการเปลี่ยนแปลงสถานะของจำเลยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอยู่ก่อน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่กล่าวมานี้มิได้ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้ให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยเฉพาะแต่ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๓.๒ เท่านั้น หาได้ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากข้อความในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๔ ที่มติคณะรัฐมนตรี ตามเอกสารหมายจ.ล.๓ ระบุถึงดังนั้น สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุและสิทธิที่จะได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งหกจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ กล่าวคือ โจทก์ทั้งหกต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๓๐ กันยายน๒๕๔๑ และมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิทำงานจนถึงเดือนธันวาคม๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งหก และการที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเหตุเกษียณอายุให้โจทก์ทั้งหกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน ถือได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ทั้งหกอีก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินนั้นให้โจทก์ทั้งหก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนที่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือพิเศษและค่าจ้างด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (จรัส พวงมณี-สละ เทศรำพรรณ-กมล เพียรพิทักษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล ศาลอุทธรณ์ - ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91229
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมพงษ์ เหมวิมล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071898"
    }
}
date
2543
deka_no
5489/2543
deka_running_no
5489
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "สละ เทศรำพรรณ",
    "กมล เพียรพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2494",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2494",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายกฤตย์ ยงรัตนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
คดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลยวันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ และค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์แต่ละคนปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยมีข้อบังคับในการทำงานกำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อพนักงานชายอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ พนักงานหญิงอายุครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีนั้นโจทก์ทั้งหกมีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุปี ๒๕๔๑ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๔๑ แต่เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้ออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ โดยอ้างว่าจำเลยได้เปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ทำให้โจทก์ทั้งหกเสียสิทธิในการทำงานและรับค่าจ้างตามข้อตกลงเดิมเป็นเวลา ๓ เดือน ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะแม้จำเลยจะเปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้วก็ตาม แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ว่า เห็นสมควรให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงซึ่งรวมทั้งจำเลยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ๆ จำเลยจึงต้องปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งหกตามข้อบังคับในการทำงานของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งหกมีสิทธิทำงานและรับเงินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม๒๕๔๑ นอกจากนี้ตามระเบียบของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษเมื่อทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนจำนวน ๑ เดือน แต่จำเลยไม่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้โจทก์ทั้งหก และจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกเพียงเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ ๑๘๐ วัน ทั้งที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ๓๐๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกขาดอยู่อีกคนละ ๑๒๐ วัน ซึ่งเท่ากับค่าจ้าง ๔ เดือน และจำเลยต้องจ่ายเงินค่าภาษีอากรสำหรับเงินที่จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรในอัตราร้อยละ ๑๕ เมื่อจำเลยไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหก จำเลยจึงมิได้จ่ายเงินค่าภาษีอากรส่งให้กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกตามปกติ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้โจทก์ทั้งหกด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนที่ขาดให้แก่โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน เงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างคนละ ๔ เดือน และเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในคำฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้ว โจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจ และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเกษียณอายุในวันสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คือสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนจำนวน ๓ เดือนสุดท้ายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก ส่วนเงินช่วยเหลือพิเศษนั้นพนักงานของจำเลยจะได้รับก็ต่อเมื่อได้ทำงานจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน ๑ เดือน ให้โจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกทำงานมาเกินกว่า ๓ ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียง ๑๘๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกถูกต้องแล้ว ส่วนค่าภาษีจำเลยก็จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแล้วเช่นเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน และจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามตารางท้ายคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งหกต่างเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาคนละครบ ๑๐ ปีขึ้นไป มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยในปี ๒๕๔๑ เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุและการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมว่า พนักงานที่มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีนั้น โดยจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานและจะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนดเป็นคราว ๆ ซึ่งปรากฏว่าในปี ๒๕๔๑ จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนคนละ ๑ เดือน ประมาณกลางปี ๒๕๔๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบมีผลทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งสรุปได้ว่าพนักงานที่เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีนั้น และถ้าพนักงานนั้นได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ ๕ ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย๑๘๐ วัน ถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีระเบียบในการจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุ ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ครั้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ กระทรวงการคลังทำเรื่องหารือคณะรัฐมนตรีขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ตามเอกสารหมายจ.ล.๓

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกและจำเลยว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุ และสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกยังคงมีอยู่ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเดิมหรือไม่ เห็นว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ แต่จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี เว้นเสียแต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีนั้นจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.ล.๓ เป็นมติที่เกิดขึ้นและอนุวัตตามการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปของกระทรวงการคลัง ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ ซึ่งมีเจตนาให้ลูกจ้างที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยผลของการเปลี่ยนแปลงสถานะของจำเลยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอยู่ก่อน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่กล่าวมานี้มิได้ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้ให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยเฉพาะแต่ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๓.๒ เท่านั้น หาได้ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากข้อความในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๔ ที่มติคณะรัฐมนตรี ตามเอกสารหมายจ.ล.๓ ระบุถึงดังนั้น สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุและสิทธิที่จะได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งหกจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ กล่าวคือ โจทก์ทั้งหกต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๓๐ กันยายน๒๕๔๑ และมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิทำงานจนถึงเดือนธันวาคม๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งหก และการที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเหตุเกษียณอายุให้โจทก์ทั้งหกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน ถือได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ทั้งหกอีก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินนั้นให้โจทก์ทั้งหก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนที่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือพิเศษและค่าจ้างด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001180.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543