คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7382/2543 ฉบับเต็ม

#91276
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7382/2543 วัดธรรมนิมิตต์ โจทก์ นายปิยะ แซ่ตั้งหรืออารยะรุ่งเจริญกิจ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 88, มาตรา 224, มาตรา 242 (1), มาตรา 249 ในวันนัดพร้อม คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงว่าแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนนัดชี้สองสถานไป ครั้งถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ตามแผนที่พิพาทจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลาง ต่อมาโจทก์ได้อ้างพนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าว พร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาลด้วย กรณีจึงเห็นได้ว่า โจทก์เพียงแต่อ้างแผนที่พิพาทเป็นเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งศาลจะรับฟังหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลพินิจของศาลทั้งการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อน ฉะนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานเอกสาร ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านพิพาทเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ ตำบลบ้านสวน พร้อมทรัพย์สินต่าง ๆ และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ จังหวัดชลบุรี กับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๙,๘๘๐ บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ พร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวารดังกล่าวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ ของโจทก์กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเฉพาะส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังแผนที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีได้จัดทำแผนที่พิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันนัดพร้อมคู่ความ (ทั้งสองฝ่าย) แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า แผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีฉบับดังกล่าวถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดชี้สองสถานไป ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ดินตามแผนที่พิพาทมากกว่าเนื้อที่ดินในโฉนดจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า เมื่อไม่สามารถรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแผนที่พิพาทกลางดังกล่าวจึงให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลาง ต่อมาโจทก์ได้อ้างนายวัฒนา วัลลดาทิตย์ พนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าวตลอดจนเจ้าของที่ดินข้างเคียงประมาณ ๒ ถึง ๓ ราย ได้มาระวังแนวเขตแล้วด้วย พร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาลด้วย กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่า แผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งยกเลิกแล้ว หรือเพียงแต่สั่งยกเลิกการจัดทำแผนที่พิพาทกลางใหม่หรือไม่ก็ตามแต่โจทก์ก็เพียงอ้างเป็นพยานเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น อันที่ศาลจะรับฟังหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ดุลพินิจของศาล และการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อนก็หาไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังรายละเอียดที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้กล่าวไว้แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง พิพากษายืน. (ระพิณ บุญสิทธิ์-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลจังหวัดชลบุรี - นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายตามจิต โสตถิธรรม์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91276
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายตามจิต โสตถิธรรม์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070073"
    }
}
date
2543
deka_no
7382/2543
deka_running_no
7382
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ระพิณ บุญสิทธิ์",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 88",
            "ม. 224",
            "ม. 242 (1)",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "วัดธรรมนิมิตต์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปิยะ แซ่ตั้งหรืออารยะรุ่งเจริญกิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านพิพาทเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ ตำบลบ้านสวน พร้อมทรัพย์สินต่าง ๆ และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ จังหวัดชลบุรี กับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๙,๘๘๐ บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ พร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวารดังกล่าวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ ของโจทก์กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเฉพาะส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังแผนที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีได้จัดทำแผนที่พิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันนัดพร้อมคู่ความ (ทั้งสองฝ่าย) แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า แผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีฉบับดังกล่าวถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดชี้สองสถานไป ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ดินตามแผนที่พิพาทมากกว่าเนื้อที่ดินในโฉนดจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า เมื่อไม่สามารถรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแผนที่พิพาทกลางดังกล่าวจึงให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลาง ต่อมาโจทก์ได้อ้างนายวัฒนา วัลลดาทิตย์ พนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าวตลอดจนเจ้าของที่ดินข้างเคียงประมาณ ๒ ถึง ๓ ราย ได้มาระวังแนวเขตแล้วด้วย พร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาลด้วย กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่า แผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งยกเลิกแล้ว หรือเพียงแต่สั่งยกเลิกการจัดทำแผนที่พิพาทกลางใหม่หรือไม่ก็ตามแต่โจทก์ก็เพียงอ้างเป็นพยานเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น อันที่ศาลจะรับฟังหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ดุลพินิจของศาล และการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อนก็หาไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังรายละเอียดที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้กล่าวไว้แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001163.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543