คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7615/2543 ฉบับเต็ม

#91282
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7615/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางหรือนางสาวสมศรี กรฉ่ำ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 218 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, มาตรา 66, มาตรา 67 จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 5 ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ กรณีเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนจะเป็นยาเสพติดอยู่ในประเภท 1 ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากัน จำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดให้โทษไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นความผิดคนละกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๙๒ ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ต้องโทษและพ้นโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๒๑๐/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ ปี ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙ เม็ด น้ำหนัก ๐.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนจำนวน ๓ ห่อ น้ำหนัก ๐.๒๑ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ๑ ห่อ น้ำหนัก ๐.๐๘ กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท โดยทั้งเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยสิ่งของดังกล่าวเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนที่มีอยู่บางส่วนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด ๕ ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีของจำเลยในความผิดกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เนื่องจากโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี และฎีกาจำเลยที่อ้างว่าเพียงมีเฮโรอีนตามจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ก็เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องด้วยข้อห้ามดังกล่าว อีกทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ กรณีนับเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดดังกล่าวแม้จะอยู่ในประเภท ๑ ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันด้วย กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดที่เป็นคนละชนิดกันนั้นไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกันจึงต้องมีความผิดคนละกรรม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ปรับบทลงโทษจำเลยมาสองกรรมนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. (ระพิณ บุญสิทธิ์-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วินัย ตุลยภักดิ์) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายแชน ศิริพงษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายจรัญ ภักดีธนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91282
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายแชน ศิริพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจรัญ ภักดีธนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069843"
    }
}
date
2543
deka_no
7615/2543
deka_running_no
7615
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ระพิณ บุญสิทธิ์",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วินัย ตุลยภักดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 218"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 66",
            "ม. 67"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหรือนางสาวสมศรี กรฉ่ำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๙๒ ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ต้องโทษและพ้นโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๒๑๐/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ ปี ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙ เม็ด น้ำหนัก ๐.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนจำนวน ๓ ห่อ น้ำหนัก ๐.๒๑ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ๑ ห่อ น้ำหนัก ๐.๐๘ กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท โดยทั้งเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยสิ่งของดังกล่าวเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนที่มีอยู่บางส่วนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด ๕ ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีของจำเลยในความผิดกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เนื่องจากโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี และฎีกาจำเลยที่อ้างว่าเพียงมีเฮโรอีนตามจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ก็เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องด้วยข้อห้ามดังกล่าว อีกทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ กรณีนับเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดดังกล่าวแม้จะอยู่ในประเภท ๑ ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันด้วย กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดที่เป็นคนละชนิดกันนั้นไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกันจึงต้องมีความผิดคนละกรรม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ปรับบทลงโทษจำเลยมาสองกรรมนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001161.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543