คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567 -ที่ 1572/2544 ฉบับเต็ม

#91314
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567 - 1572/2544 นางวีณา พิริยะวณิชย์ โจทก์ มหาวิทยาลัยรังสิต กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 226 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลแรงงานมีคำสั่งล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น คำสั่งของศาลแรงงานที่สั่งในคำร้องทั้งของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนั้นก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่ติดต่อด้วย จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 มิใช่นายจ้างโดยตรงที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเป็นจำนวนมาก สำหรับคำร้องซึ่งเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีนี้มีจำนวน 6 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 16) ความว่า จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับสิทธิได้รับทุนอุดหนุนการแต่งตำราจากทบวงมหาวิทยาลัย ศาลแรงงานกลางต้องสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องสืบพยาน เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายรวม" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 15) ความว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอน แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพื่อหักล้างพยานเอกสารของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2), 94 (ข) และ 95 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ขอให้ไม่รับฟังพยานบุคคลของจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 21) ความว่า การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ซักค้านพยานจำเลยที่เบิกความในประเด็นหนังสือร้องเรียนว่าโจทก์ปลอมแปลงแก้ไขลายมือชื่อโจทก์ที่แก้ระดับผลการสอบให้แก่นักศึกษา ทำให้โจทก์เสียเปรียบทางคดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 28) ความว่า จำเลยทั้งสองลงชื่อรับสภาพหนี้เงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าสมนาคุณการแต่งตำราเป็นเงิน 456,000 บาท จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ และศาลแรงงานกลางได้สอบถามคู่ความแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 100 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่โจทก์อ้างในคำร้อง จึงไม่อาจมีคำสั่งให้ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 33) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องและคำคัดค้านต่อศาลแรงงานกลางหลายฉบับ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไม่ครบถ้วน และการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์บางฉบับเพียงว่า "รวม" เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" และฉบับสุดท้ายลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 39) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายสั่งในคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 แล้ว" โดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องดังกล่าวว่า "รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา" โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกฉบับต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์มาทั้งหกฉบับนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งในคำร้องทั้งหกฉบับของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องล้วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกนั้นก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งหกฉบับของโจทก์. (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นางเมทินี ทิพย์มณเทียร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91314
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางเมทินี ทิพย์มณเทียร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066384"
    }
}
date
2544
deka_no
1572/2544
deka_running_no
1572
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวีณา พิริยะวณิชย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "มหาวิทยาลัยรังสิต กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่ติดต่อด้วย จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 มิใช่นายจ้างโดยตรงที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเป็นจำนวนมาก สำหรับคำร้องซึ่งเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีนี้มีจำนวน 6 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 16) ความว่า จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับสิทธิได้รับทุนอุดหนุนการแต่งตำราจากทบวงมหาวิทยาลัย ศาลแรงงานกลางต้องสั่งว่าโจทก์ไม่ต้องสืบพยาน เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายรวม" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 15) ความว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมตัดทอน แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพื่อหักล้างพยานเอกสารของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2), 94 (ข) และ 95 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ขอให้ไม่รับฟังพยานบุคคลของจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับที่ 21) ความว่า การที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ซักค้านพยานจำเลยที่เบิกความในประเด็นหนังสือร้องเรียนว่าโจทก์ปลอมแปลงแก้ไขลายมือชื่อโจทก์ที่แก้ระดับผลการสอบให้แก่นักศึกษา ทำให้โจทก์เสียเปรียบทางคดีเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 28) ความว่า จำเลยทั้งสองลงชื่อรับสภาพหนี้เงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าสมนาคุณการแต่งตำราเป็นเงิน 456,000 บาท จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ และศาลแรงงานกลางได้สอบถามคู่ความแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เพราะถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 100 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันเดียวกันว่า "ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่โจทก์อ้างในคำร้อง จึงไม่อาจมีคำสั่งให้ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 33) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องและคำคัดค้านต่อศาลแรงงานกลางหลายฉบับ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไม่ครบถ้วน และการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์บางฉบับเพียงว่า "รวม" เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ว่า "สำเนาให้อีกฝ่าย รวม" และฉบับสุดท้ายลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 (สารบาญสำนวนตอนที่ 2 อันดับ 39) ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายสั่งในคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 แล้ว" โดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามคำร้องดังกล่าวว่า "รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา"

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกฉบับต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์มาทั้งหกฉบับนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในตอนพิพากษาคดีทั้งสิ้น คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งในคำร้องทั้งหกฉบับของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องล้วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งหกนั้นก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งหกฉบับของโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001130.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567 -
year
2544