คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2544 ฉบับเต็ม

#91316
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายทองพูน ภู่แก้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 177 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 208 (2), มาตรา 225 ตามคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาที่พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจ่าสิบตำรวจ ส. จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดว่า ข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจ ส. เป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้น เป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริงจำเลยเห็นจ่าสิบตำรวจ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้วจำเลยมาเบิกความว่า ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง ย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 177 , 181 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 (2) จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาอื่น ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือ จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า "ในวันเกิดเหตุขณะทานข้าว นั่งหันหลังไม่ได้ยินเสียงโต้เถียง นั่งทานข้าว 1 ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิง ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน" ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะความจริงแล้วในวันเกิดเหตุ ขณะนั่งรับประทานอาหาร จำเลยได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน และเห็นนายจิตรไม่ทราบนามสกุลซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวลุกขึ้นยืนและเรียกนายโป้งกับนายโอซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ออกมาข้างนอก นายโป้งและนายโอไม่ยอมออก จำเลยเกรงว่าจะมีเรื่อง จึงได้เดินเข้าไปห้ามและดึงตัวนายจิตรออกมา และได้บอกนายโป้งว่านายจิตรเป็นตำรวจจะให้ขอโทษ แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาและได้เข้าไปเตะนายโป้งที่ต้นคอ 1 ครั้ง จำเลยจึงได้ดึงนายจิตรออกมา แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาคงนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวต่อไป จากนั้นประมาณ 3 นาที จำเลยเห็นนายโป้งหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะตีนายจิตร นายจิตรใช้มือปัด พร้อมกับลุกขึ้นถอยหลังออกมาและใช้มือขวาชักอาวุธปืนจากกระเป๋าด้านหน้าข้างขวา เป็นอาวุธปืนสีขาวแม็กกาซีน ชี้และยิงไปที่นายโป้ง 1 นัด และนายโป้งล้มลง นายจิตรได้เข้าไปหานายโป้งในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และได้จ่อยิงนายโป้งบริเวณศีรษะอีก 1 นัด จากนั้นนายจิตรได้หลบหนีไป แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี โดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งในคดีที่จำเลยเบิกความนั้นจ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือถูกฟ้องเป็นจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจสมจิตรเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้นเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริงจำเลยเห็นว่า นายจิตร (ซึ่งหมายถึงจ่าสิบตำรวจสมจิตร) ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้วมาเบิกความว่าไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. (สมชัย เกษชุมพล-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สุมิตร สุภาดุลย์) ศาลอาญาธนบุรี - นายพรชัย พุ่มกำพล ศาลอุทธรณ์ - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91316
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาธนบุรี",
        "judge": "นายพรชัย พุ่มกำพล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066267"
    }
}
date
2544
deka_no
1720/2544
deka_running_no
1720
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย เกษชุมพล",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สุมิตร สุภาดุลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 177"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 208 (2)",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทองพูน ภู่แก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 177 , 181

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 (2) จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาอื่น ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือ จำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเบิกความในชั้นศาลว่า "ในวันเกิดเหตุขณะทานข้าว นั่งหันหลังไม่ได้ยินเสียงโต้เถียง นั่งทานข้าว 1 ชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงปืนได้วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิง ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน" ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะความจริงแล้วในวันเกิดเหตุ ขณะนั่งรับประทานอาหาร จำเลยได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน และเห็นนายจิตรไม่ทราบนามสกุลซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวลุกขึ้นยืนและเรียกนายโป้งกับนายโอซึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ออกมาข้างนอก นายโป้งและนายโอไม่ยอมออก จำเลยเกรงว่าจะมีเรื่อง จึงได้เดินเข้าไปห้ามและดึงตัวนายจิตรออกมา และได้บอกนายโป้งว่านายจิตรเป็นตำรวจจะให้ขอโทษ แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาและได้เข้าไปเตะนายโป้งที่ต้นคอ 1 ครั้ง จำเลยจึงได้ดึงนายจิตรออกมา แต่นายจิตรไม่ยอมออกมาคงนั่งอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวต่อไป จากนั้นประมาณ 3 นาที จำเลยเห็นนายโป้งหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะตีนายจิตร นายจิตรใช้มือปัด พร้อมกับลุกขึ้นถอยหลังออกมาและใช้มือขวาชักอาวุธปืนจากกระเป๋าด้านหน้าข้างขวา เป็นอาวุธปืนสีขาวแม็กกาซีน ชี้และยิงไปที่นายโป้ง 1 นัด และนายโป้งล้มลง นายจิตรได้เข้าไปหานายโป้งในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และได้จ่อยิงนายโป้งบริเวณศีรษะอีก 1 นัด จากนั้นนายจิตรได้หลบหนีไป แม้คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดี โดยมิได้บรรยายรายละเอียดว่าข้อความอันเป็นเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก่อนอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายถึงการเบิกความอย่างไรเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งในคดีที่จำเลยเบิกความนั้นจ่าสิบตำรวจสมจิตร บุญเกลือถูกฟ้องเป็นจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อที่ว่าจ่าสิบตำรวจสมจิตรเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่นั้นเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว เมื่อความจริงจำเลยเห็นว่า นายจิตร (ซึ่งหมายถึงจ่าสิบตำรวจสมจิตร) ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้วมาเบิกความว่าไม่ได้หันไปดูว่าใครเป็นคนยิงและถูกยิงไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการยิงกัน คำเบิกความของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องย่อมเป็นข้อสำคัญในคดีที่เข้าใจได้อยู่ในตัวเอง ฟ้องโจทก์จึงมีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001129.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544