คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 ฉบับเต็ม

#91324
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 นางละออง ตาลสกุล โจทก์ นายทรงวัฒน์ ตาลสกุล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1469, มาตรา 1520, มาตรา 1522, มาตรา 1566 (5) บันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันเมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับ ทรัพย์สินด้วย จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 โจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งอ้างว่าบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลย ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันแล้วย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนา บอกล้างไปในตัว และเป็นการบอกล้างในขณะเป็นสามีภริยากันอยู่ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไป จำเลยซึ่งเป็นสามีโจทก์มีฐานะดี ส่วนโจทก์ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายของประจำห้างสรรพสินค้า มีเงินเดือนเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท โจทก์ยังต้องเช่าบ้านอยู่ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้จำเลยชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาด จากการเป็นสามีภริยา ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนในอัตราเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล มีอายุ ๑๐ ปี และในอัตราเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์บรรลุนิติภาวะ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ในประเด็นหย่าโดยยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุลและเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์และจำเลยให้ยกเสีย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ โจทก์และจำเลยตกลงที่จะหย่ากันโดยให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย กองศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวทำบันทึกข้อตกลงไว้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาเพราะตามบันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๕ ไม่ได้ให้สิทธิไว้ จำเลยก็ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า จำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกา เห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันแต่ตราบใดที่ยังไม่ไป จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ดังนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้? ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖๙ เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ได้บอกเลิกข้อตกลงแล้วโจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การและฟ้องแย้ง นอกจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว และเป็นการบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้วจึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปกล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไป ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีฐานะดี ส่วนโจทก์ก็เบิกความว่า ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายของประจำห้างสรรพสินค้า มีเงินเดือนเพียงเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยก็นำสืบทำนองเดียวกันนอกจากนี้โจทก์ยังต้องเช่าบ้านอยู่ การที่ศาลล่างทั้งสองให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองเลี้ยงดูบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทั้งสองให้จำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ . (วสันต์ ตรีสุวรรณ-ชวลิต ศรีสง่า-สมชัย เกษชุมพล) ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย นาคขาว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91324
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง",
        "judge": "นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิชัย นาคขาว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065933"
    }
}
date
2544
deka_no
2039/2544
deka_running_no
2039
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1469",
            "ม. 1520",
            "ม. 1522",
            "ม. 1566 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางละออง ตาลสกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทรงวัฒน์ ตาลสกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาด จากการเป็นสามีภริยา ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนในอัตราเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล มีอายุ ๑๐ ปี และในอัตราเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์บรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ในประเด็นหย่าโดยยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุลและเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์และจำเลยให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือเด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล เกิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ โจทก์และจำเลยตกลงที่จะหย่ากันโดยให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย กองศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวทำบันทึกข้อตกลงไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาเพราะตามบันทึกข้อตกลงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๕ ไม่ได้ให้สิทธิไว้ จำเลยก็ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า จำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกา เห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันแต่ตราบใดที่ยังไม่ไป จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ดังนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้? ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖๙ เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ได้บอกเลิกข้อตกลงแล้วโจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การและฟ้องแย้ง นอกจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว และเป็นการบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้วจึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๕ ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปกล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไป

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีฐานะดี ส่วนโจทก์ก็เบิกความว่า ประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายของประจำห้างสรรพสินค้า มีเงินเดือนเพียงเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยก็นำสืบทำนองเดียวกันนอกจากนี้โจทก์ยังต้องเช่าบ้านอยู่ การที่ศาลล่างทั้งสองให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองเลี้ยงดูบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทั้งสองให้จำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001126.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544