คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5633/2544 ฉบับเต็ม

#91355
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5633/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมควร ดวงแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 25, มาตรา 26, มาตรา 75, มาตรา 76 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันมีกัญชาจำนวน 290 แท่ง น้ำหนัก 576.200 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาในคำขอท้ายฟ้อง มาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา 26 มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา 25 ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์ระบุมาตรา 25 มาในคำขอท้ายฟ้อง เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบท มาตราผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑ และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง รถยนต์กระบะของกลางทั้ง ๓ คัน โจทก์จะยื่นคำร้องขอริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑ ต่อไป จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนจำเลยที่ ๕ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแยกต่างหาก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๗๖ วรรคสอง (ที่ถูก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๗๖ วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓) จำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๑๔ ปี จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๗ ปี คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, และ ๑๐๒ โดยไม่ระบุมาตรา ๒๖ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รับโทษอ้างมาตรา ๒๖ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันมีกัญชาจำนวน ๒๙๐ แท่ง น้ำหนัก ๕๗๖.๒๐๐ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา ๗๖ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาในคำขอท้ายฟ้อง มาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา ๒๖ ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา ๒๖ มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา ๒๕ ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์ระบุมาตรา ๒๕ มาในคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา ปัญหาข้อที่สองที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกาขอให้กำหนดโทษให้น้อยลงนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว พิพากษายืน . (วสันต์ ตรีสุวรรณ-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-จำรูญ แสนภักดี) ศาลอาญา - นางภัทรนันท์ พิชัย ศาลอุทธรณ์ - นางพัชนี ตั้งเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
91355
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางภัทรนันท์ พิชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางพัชนี ตั้งเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063827"
    }
}
date
2544
deka_no
5633/2544
deka_running_no
5633
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "จำรูญ แสนภักดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคห้า"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 25",
            "ม. 26",
            "ม. 75",
            "ม. 76"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมควร ดวงแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑ และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง รถยนต์กระบะของกลางทั้ง ๓ คัน โจทก์จะยื่นคำร้องขอริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑ ต่อไป

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนจำเลยที่ ๕ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแยกต่างหาก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๗๖ วรรคสอง (ที่ถูก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๗๖ วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓) จำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๑๔ ปี จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๗ ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, และ ๑๐๒ โดยไม่ระบุมาตรา ๒๖ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รับโทษอ้างมาตรา ๒๖ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันมีกัญชาจำนวน ๒๙๐ แท่ง น้ำหนัก ๕๗๖.๒๐๐ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา ๗๖ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาในคำขอท้ายฟ้อง มาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา ๒๖ ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา ๒๖ มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา ๒๕ ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์ระบุมาตรา ๒๕ มาในคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ปัญหาข้อที่สองที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกาขอให้กำหนดโทษให้น้อยลงนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

พิพากษายืน .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001107.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544