คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9629/2544 ฉบับเต็ม

#98277
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9629/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นางบังอร อ้นเนียม จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 158 (6), มาตรา 160, มาตรา 176 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, มาตรา 6, มาตรา 22, มาตรา 23 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานรวม 5 กรรม ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 5 กระทง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม รวม ๕ เครื่อง ซึ่งไม่ปรากฏหมายเลขทะเบียนพร้อมแบตเตอรี่ ๕ อัน อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ประกอบกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และจำเลยนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง ๕ เครื่องไปปรับใช้คลื่นโทรศัพท์ของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานแล้วจำเลยได้ใช้และนำออกให้บุคคลทั่วไปเช่าใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๓๒, ๓๓ ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง เพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๕ กระทงเป็นจำคุก ๓๐ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๕ เดือน ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง จำนวน ๕ เครื่อง ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง เป็นจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๕ กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของคลื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สร้างความหวาดระแวงแก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไป ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม พฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ทองหล่อ โฉมงาม-วิรัช ลิ้มวิชัย-สุรพล เจียมจูไร) ศาลจังหวัดสุโขทัย - นายมาโนช รัตนนาคะ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายธนัท วิรบุตร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98277
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุโขทัย",
        "judge": "นายมาโนช รัตนนาคะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายธนัท วิรบุตร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058650"
    }
}
date
2544
deka_no
9629/2544
deka_running_no
9629
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 158 (6)",
            "ม. 160",
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 6",
            "ม. 22",
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบังอร อ้นเนียม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม รวม ๕ เครื่อง ซึ่งไม่ปรากฏหมายเลขทะเบียนพร้อมแบตเตอรี่ ๕ อัน อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ประกอบกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และจำเลยนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง ๕ เครื่องไปปรับใช้คลื่นโทรศัพท์ของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานแล้วจำเลยได้ใช้และนำออกให้บุคคลทั่วไปเช่าใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๓๒, ๓๓ ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง เพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๕ กระทงเป็นจำคุก ๓๐ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๕ เดือน ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง จำนวน ๕ เครื่อง ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง เป็นจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๕ กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของคลื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สร้างความหวาดระแวงแก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไป ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม พฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544