คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7301/2544 ฉบับเต็ม

#98316
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7301/2544 นายชัย แซ่ลิ่ม โจทก์ นายกลิ้ง มูลเสริฐ โดยนางบัวจิ๋น ณ เชียงใหม่ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5, มาตรา 1300, มาตรา 1336 โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยมิชอบ ถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาการมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินพิพาทได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ ของโจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๘,๒๐๐ บาท กับค่าเสียหายรายวันวันละ ๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายโพธิ์ ร่วมกันฉ้อฉลจำเลยที่ ๑ โจทก์รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต เพราะทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินมาโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวาร ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ (ที่ถูก ๒๖) สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีชื่อนายโพธิ์มาเกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ไม่ทราบถึงความผูกพันระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายโพธิ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ เลขที่ดิน ๒๙๘ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑ ไร่ และแก้ไขใหม่ว่าจำเลยที่ ๑ ขายให้จำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ และแก้ไขใหม่ว่า จำเลยที่ ๒ ให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแทนตน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน จำเลยที่ ๑ ยังถือกรรมสิทธิ์ ๓๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๖ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นางบัวจิ๋น ณ เชียงใหม่ ทายาทของจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตหรือไม่?พฤติการณ์ของโจทก์จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย แม้โจทก์จะมิได้ร่วมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ กระทำทุจริตต่อจำเลยที่ ๑ แต่ก็น่าเชื่อว่า โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ โดยมิชอบ ถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาการมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชาตรี หาญไพโรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิศณุ เลื่อมสำราญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98316
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายชาตรี หาญไพโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายวิศณุ เลื่อมสำราญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061478"
    }
}
date
2544
deka_no
7301/2544
deka_running_no
7301
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 1300",
            "ม. 1336"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัย แซ่ลิ่ม"
    },
    {
        "role": "เชียงใหม่",
        "name": "นายกลิ้ง มูลเสริฐ โดยนางบัวจิ๋น ณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ ของโจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๘,๒๐๐ บาท กับค่าเสียหายรายวันวันละ ๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายโพธิ์ ร่วมกันฉ้อฉลจำเลยที่ ๑ โจทก์รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต เพราะทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินมาโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวาร ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ (ที่ถูก ๒๖) สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีชื่อนายโพธิ์มาเกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ไม่ทราบถึงความผูกพันระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายโพธิ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ เลขที่ดิน ๒๙๘ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑ ไร่ และแก้ไขใหม่ว่าจำเลยที่ ๑ ขายให้จำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ และแก้ไขใหม่ว่า จำเลยที่ ๒ ให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแทนตน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน จำเลยที่ ๑ ยังถือกรรมสิทธิ์ ๓๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๖ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นางบัวจิ๋น ณ เชียงใหม่ ทายาทของจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตหรือไม่?พฤติการณ์ของโจทก์จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย แม้โจทก์จะมิได้ร่วมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ กระทำทุจริตต่อจำเลยที่ ๑ แต่ก็น่าเชื่อว่า โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ โดยมิชอบ ถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาการมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001086.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544