คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2543 ฉบับเต็ม

#98328
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2543 นางปราณี ลิมป์คณาคม โจทก์ นายสว่าง เชื้อหิรัญ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 138 การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้ามในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ คู่ความมีข้อตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ให้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทใหม่ หากปรากฏว่าหลักหมุด จ. 1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค. 4463 กับหลักหมุด คก. 5 หรือหลักหมุด ค. 4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ. 1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้อง ปัญหาว่าหลักหมุด จ. 1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว เป็นเรื่องที่คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติแต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น ไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและลวดหนามที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ให้นำไปปักในแนวเขตที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งห้าระหว่างจุดหลักหมุดที่ 1070 ตรงไปยังหลักหมุดที่ 4483 ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งออกโดยมิชอบเสีย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ไม่ใช่คำท้าแต่เป็นข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การเจรจาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ตกลงยินยอม ศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความเพื่อนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ จ. 1070 (1078) ตรงไปยังหลักหมุดที่ ค. 4483 (คก. 5) ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในเรื่องคำท้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ตามรูปคดีใหม่ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าหรือไม่ เห็นว่า การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้าม ในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ คดีนี้ศาลชั้นต้นกะประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ตามข้อตกลงรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 เมษายน 2539 คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติแต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว หากปรากฏว่าหลักหมุด จ. 1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค. 4463 กับหลักหมุด คก. 5 หรือหลักหมุด ค. 4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ. 1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้อง ปัญหาว่าหลักหมุด จ. 1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น ไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป พิพากษายืน. (สมศักดิ์ วงศ์ยืน-ดลจรัส รัตนโศภิต-ประพันธ์ ทรัพย์แสง) ศาลจังหวัดพะเยา - นายเดชา คำสิทธิ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98328
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพะเยา",
        "judge": "นายเดชา คำสิทธิ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072142"
    }
}
date
2543
deka_no
5204/2543
deka_running_no
5204
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 138"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปราณี ลิมป์คณาคม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสว่าง เชื้อหิรัญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและลวดหนามที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ให้นำไปปักในแนวเขตที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งห้าระหว่างจุดหลักหมุดที่ 1070 ตรงไปยังหลักหมุดที่ 4483 ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งออกโดยมิชอบเสีย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ไม่ใช่คำท้าแต่เป็นข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การเจรจาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ตกลงยินยอม ศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความเพื่อนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ จ. 1070 (1078) ตรงไปยังหลักหมุดที่ ค. 4483 (คก. 5) ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในเรื่องคำท้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ตามรูปคดีใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าหรือไม่ เห็นว่า การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้าม ในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ

คดีนี้ศาลชั้นต้นกะประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ตามข้อตกลงรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 เมษายน 2539 คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติแต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว หากปรากฏว่าหลักหมุด จ. 1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค. 4463 กับหลักหมุด คก. 5 หรือหลักหมุด ค. 4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ. 1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้อง ปัญหาว่าหลักหมุด จ. 1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น ไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001182.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543