คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2545 ฉบับเต็ม

#98417
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2545 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายเจริญพงษ์หรือต้อย ศรีศิริเล็ก จำเลย ป.อ. มาตรา 289 (4) ล. ภริยาจำเลยชวนผู้เสียหายไปรับประทานอาหารที่บ้าน ผู้เสียหายไม่ไปแต่พูดว่า "กินบนโต๊ะหรือกินบนหญ้า" ทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายใช้คำพูดส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับภริยาจำเลย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมาฟันผู้เสียหาย โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ 5 นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๒๕ ปี นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นความผิดโดยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) หรือไม่ จากคำเบิกความของผู้เสียหาย ปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เสียหายใช้คำพูดซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นคำพูดที่ส่อเสียดล่วงเกินทางเพศแก่นางเล็กภริยาของจำเลย ซึ่งได้ไปพูดชักชวนผู้เสียหายกับพวกไปร่วมงานกินเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของนางเล็กโดยจัดงานที่บ้านของจำเลย และปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีระ สูงยิ่ง พนักงานสอบสวนว่าได้สอบสวนผู้เสียหายและบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์คือนายประสงค์ ผิวขาวปลั่ง และนายมนูญ บุญล่า ว่า จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับนางเล็ก จำเลยขับรถจักรยานยนต์พานางเล็กกลับไป จากนั้นประมาณ ๕ นาที จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์กลับมาเพียงผู้เดียว โดยมีอาวุธมีดง้าวดังกล่าวมาด้วยและเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายประสงค์และนายมนูญเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๕ และ จ. ๖ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏรับฟังได้ว่า ก่อนหน้าที่จำเลยและนางเล็กจะพบกับผู้เสียหาย จำเลยไม่มีสาเหตุกับผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เพราะเหตุจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายพูดใช้ถ้อยคำส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับนางเล็ก ทั้ง ๆ ที่จำเลยกับนางเล็กมีเจตนาดีต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมากระทำผิดคดีนี้ โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ ๕ นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุคดีนี้ขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สมชาย จุลนิติ์-ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายธรรมนูญ สิงห์สาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98417
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายธรรมนูญ สิงห์สาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056974"
    }
}
date
2545
deka_no
987/2545
deka_running_no
987
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 289 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเจริญพงษ์หรือต้อย ศรีศิริเล็ก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๒๕ ปี นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นความผิดโดยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) หรือไม่ จากคำเบิกความของผู้เสียหาย ปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เสียหายใช้คำพูดซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นคำพูดที่ส่อเสียดล่วงเกินทางเพศแก่นางเล็กภริยาของจำเลย ซึ่งได้ไปพูดชักชวนผู้เสียหายกับพวกไปร่วมงานกินเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของนางเล็กโดยจัดงานที่บ้านของจำเลย และปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีระ สูงยิ่ง พนักงานสอบสวนว่าได้สอบสวนผู้เสียหายและบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์คือนายประสงค์ ผิวขาวปลั่ง และนายมนูญ บุญล่า ว่า จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับนางเล็ก จำเลยขับรถจักรยานยนต์พานางเล็กกลับไป จากนั้นประมาณ ๕ นาที จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์กลับมาเพียงผู้เดียว โดยมีอาวุธมีดง้าวดังกล่าวมาด้วยและเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายประสงค์และนายมนูญเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๕ และ จ. ๖ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏรับฟังได้ว่า ก่อนหน้าที่จำเลยและนางเล็กจะพบกับผู้เสียหาย จำเลยไม่มีสาเหตุกับผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เพราะเหตุจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายพูดใช้ถ้อยคำส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับนางเล็ก ทั้ง ๆ ที่จำเลยกับนางเล็กมีเจตนาดีต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมากระทำผิดคดีนี้ โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ ๕ นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุคดีนี้ขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001045.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545