คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8825/2544 ฉบับเต็ม

#98424
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8825/2544 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายปัญญา ตั้งโต๊ะ จำเลย ป.อ. มาตรา 17, มาตรา 59 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, มาตรา 75 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้าง ส. ขนกัญชาไปมอบให้แก่ผู้ที่ล่อซื้อเท่านั้น จำเลยมิได้มีเจตนายึดถือกัญชาไว้เพื่อตน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่จำเลยส่งมอบกัญชาให้แก่ผู้ที่ ล่อซื้อเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ริบกัญชาของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกฟ้องข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยเบิกความว่านายสำราญชาวลาวว่าจ้างจำเลยให้นำถุงกัญชาจากในป่ามาส่งมอบให้เพื่อนนายสำราญได้ค่าจ้าง ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ค่อนข้างแพงสำหรับชาวชนบทโดยทั่วไป โดยจำเลยไม่ทราบว่าในถุงดังกล่าวเป็นอะไร จำเลยไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับนายสำราญชาวลาวมาก่อน จำเลยก็ไม่ได้สอบถามว่าสิ่งของที่ขนนั้นเป็นของต้องห้ามหรือไม่ และก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเหตุใดจะต้องไปขนออกมาจากป่าและส่งมอบในบริเวณถนนเปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือน ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อกัญชาของกลางมิใช่ของจำเลย จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนนำมาส่งมอบให้แก่ ผู้ล่อซื้อตามคำสั่งของนายสำราญชาวลาวเท่านั้น และจำเลยมิได้ยึดถือกัญชาไว้โดยเจตนายึดเพื่อตน จำเลยจึงไม่มี ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาตามความหมายแห่งคำนิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดข้อหาจำหน่ายกัญชาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายไพศาล เพ็งมาก ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98424
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์",
        "judge": "นายไพศาล เพ็งมาก"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059510"
    }
}
date
2544
deka_no
8825/2544
deka_running_no
8825
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 59"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 26 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 75 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปัญญา ตั้งโต๊ะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ริบกัญชาของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกฟ้องข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยเบิกความว่านายสำราญชาวลาวว่าจ้างจำเลยให้นำถุงกัญชาจากในป่ามาส่งมอบให้เพื่อนนายสำราญได้ค่าจ้าง ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ค่อนข้างแพงสำหรับชาวชนบทโดยทั่วไป โดยจำเลยไม่ทราบว่าในถุงดังกล่าวเป็นอะไร จำเลยไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับนายสำราญชาวลาวมาก่อน จำเลยก็ไม่ได้สอบถามว่าสิ่งของที่ขนนั้นเป็นของต้องห้ามหรือไม่ และก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเหตุใดจะต้องไปขนออกมาจากป่าและส่งมอบในบริเวณถนนเปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือน ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อกัญชาของกลางมิใช่ของจำเลย จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนนำมาส่งมอบให้แก่ ผู้ล่อซื้อตามคำสั่งของนายสำราญชาวลาวเท่านั้น และจำเลยมิได้ยึดถือกัญชาไว้โดยเจตนายึดเพื่อตน จำเลยจึงไม่มี ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาตามความหมายแห่งคำนิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดข้อหาจำหน่ายกัญชาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001068.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544