คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2544 ฉบับเต็ม

#98430
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2544 นางบุญเลี้ยง หมื่นสีพรม โจทก์ นางวิรัตน์ จันทรสามารถ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1606 (5), มาตรา 1607, มาตรา 1639 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 จำเลยปลอมพินัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมสืบมรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้ว ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกและบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า นายทอง ศรีบุญเรือง และนางแพง ศรีบุญเรือง เป็นบิดามารดาของโจทก์กับจำเลย ต่อมานายทองและนางแพงได้รับนายชัยณรงค์ ศรีบุญเรือง บุตรของโจทก์เป็นบุตรของนายทองและนางแพงอีกคนหนึ่ง นายทองและนางแพงมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยระบุชื่อในเอกสารสิทธิว่านางแพงเป็นเจ้าของ คือ ที่ดิน 6 แปลง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางแพงโดยระบุว่านางแพงยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากนางแพงป่วยหนักและเมื่อนางแพงถึงแก่ความตายจำเลยกับพวกประทับลายพิมพ์นิ้วมือของนางแพงลงในพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2537 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแพงเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 7 เมษายน 2538 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1 ตามลำดับเป็นของตน จำเลยจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพง ทรัพย์สินทั้งหมดของนางแพงจึงตกเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 เป็นโมฆะ และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงในที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวโดยให้ที่ดินดังกล่าวตกแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว และให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางแพง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 ของศาลชั้นต้น เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และแปลงที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงที่ 10 จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเป็นว่า ให้พินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ตกเป็นโมฆะ และกำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพง ศรีบุญเรือง ฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามเอกสารหมาย จ. 1 และให้ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตกแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดกของจำเลยในที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกันโดยต่างเป็นบุตรของนายทองกับนางแพง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 นางแพงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง? และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ. 1 นั้นเป็นพินัยกรรมที่จำเลยกับพวกทำปลอมขึ้น จึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามพินัยกรรมนั้นได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยมีบุตรเป็นผู้สืบสันดาน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรมของนางแพงเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงก็ตาม แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงย่อมสืบมรดกของนางแพงต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางแพงเจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก และบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่ดังวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงตกแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4. (เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-วิชัย วิวิตเสวี-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายนรินทร์ ตงศิริ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายอัครศักย์ จิตธรรมมา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98430
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมหาสารคาม",
        "judge": "นายนรินทร์ ตงศิริ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายอัครศักย์ จิตธรรมมา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062243"
    }
}
date
2544
deka_no
6782/2544
deka_running_no
6782
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1606 (5)",
            "ม. 1607",
            "ม. 1639"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุญเลี้ยง หมื่นสีพรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวิรัตน์ จันทรสามารถ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า นายทอง ศรีบุญเรือง และนางแพง ศรีบุญเรือง เป็นบิดามารดาของโจทก์กับจำเลย ต่อมานายทองและนางแพงได้รับนายชัยณรงค์ ศรีบุญเรือง บุตรของโจทก์เป็นบุตรของนายทองและนางแพงอีกคนหนึ่ง นายทองและนางแพงมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยระบุชื่อในเอกสารสิทธิว่านางแพงเป็นเจ้าของ คือ ที่ดิน 6 แปลง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางแพงโดยระบุว่านางแพงยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากนางแพงป่วยหนักและเมื่อนางแพงถึงแก่ความตายจำเลยกับพวกประทับลายพิมพ์นิ้วมือของนางแพงลงในพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2537 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแพงเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 7 เมษายน 2538 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1 ตามลำดับเป็นของตน จำเลยจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพง ทรัพย์สินทั้งหมดของนางแพงจึงตกเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 เป็นโมฆะ และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงในที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวโดยให้ที่ดินดังกล่าวตกแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว และให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางแพง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 ของศาลชั้นต้น เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และแปลงที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงที่ 10

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเป็นว่า ให้พินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ตกเป็นโมฆะ และกำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพง ศรีบุญเรือง ฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามเอกสารหมาย จ. 1 และให้ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตกแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดกของจำเลยในที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกันโดยต่างเป็นบุตรของนายทองกับนางแพง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 นางแพงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง? และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ. 1 นั้นเป็นพินัยกรรมที่จำเลยกับพวกทำปลอมขึ้น จึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามพินัยกรรมนั้นได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยมีบุตรเป็นผู้สืบสันดาน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรมของนางแพงเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงก็ตาม แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงย่อมสืบมรดกของนางแพงต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางแพงเจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก และบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่ดังวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงตกแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001093.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544