คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8875/2544 ฉบับเต็ม

#98444
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8875/2544 นายธรรมนูญ ทองนุ่น โจทก์ นายประสาท พรหมณี ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่า คือ ธ. มิใช่ธนาคารและบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า เป็นเรื่องกู้ยืมเงินโดยโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยกู้เงินไปและกล่าวถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นว่า จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้อง และจำเลยทราบดีอยู่ว่าโจทก์มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เป็นนิติบุคคลมาแต่ต้น การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีคำว่าธนาคารโจทก์อยู่ด้วยเป็นเพียงการพิมพ์ผิดพลาดไป ไม่ทำให้จำเลยถึงกับไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินยืมพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๑๐,๓๘๐.๑๓ บาท ให้แก่ธนาคารโจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามไม่ได้กู้เงินโจทก์ไปตามฟ้อง สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ที่ถูกดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง) ต้องไม่เกิน ๓๘๐.๑๓ บาท กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๘๐๐ บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะฟ้องโจทก์ระบุว่านายธรรมนูญ ทองนุ่น เป็นโจทก์ แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสามไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่า คือนายธรรมนูญ ทองนุ่น และบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า เป็นเรื่องกู้ยืมเงินโดยโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท และกล่าวถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นว่า จำเลยทั้งสามไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องว่า โจทก์เป็นผู้นำเงินจำนวนที่อ้างว่าให้กู้ยืมมาลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอบันนังสตา และจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการของกองทุนดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินตามฟ้องเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้นำเงินมาลงหุ้นเท่าใด ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่ว่าโจทก์มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เป็นนิติบุคคลมาแต่ต้น การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีคำว่าธนาคารโจทก์อยู่ด้วยนั้น คงเป็นเพียงการพิมพ์ผิดพลาดไป ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามถึงกับไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน. (สุภิญโญ ชยารักษ์-วิชา มหาคุณ-วิชัย วิวิตเสวี) ศาลจังหวัดยะลา - นายประเสริฐ โกวิทยา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพิศาล อัยยะวรากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98444
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยะลา",
        "judge": "นายประเสริฐ โกวิทยา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายพิศาล อัยยะวรากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059414"
    }
}
date
2544
deka_no
8875/2544
deka_running_no
8875
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "วิชา มหาคุณ",
    "วิชัย วิวิตเสวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธรรมนูญ ทองนุ่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสาท พรหมณี ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินยืมพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๑๐,๓๘๐.๑๓ บาท ให้แก่ธนาคารโจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามไม่ได้กู้เงินโจทก์ไปตามฟ้อง สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ที่ถูกดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง) ต้องไม่เกิน ๓๘๐.๑๓ บาท กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๘๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะฟ้องโจทก์ระบุว่านายธรรมนูญ ทองนุ่น เป็นโจทก์ แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสามไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่า คือนายธรรมนูญ ทองนุ่น และบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า เป็นเรื่องกู้ยืมเงินโดยโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท และกล่าวถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นว่า จำเลยทั้งสามไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องว่า โจทก์เป็นผู้นำเงินจำนวนที่อ้างว่าให้กู้ยืมมาลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอบันนังสตา และจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการของกองทุนดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินตามฟ้องเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้นำเงินมาลงหุ้นเท่าใด ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่ว่าโจทก์มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เป็นนิติบุคคลมาแต่ต้น การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีคำว่าธนาคารโจทก์อยู่ด้วยนั้น คงเป็นเพียงการพิมพ์ผิดพลาดไป ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามถึงกับไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001067.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544