คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2544 ฉบับเต็ม

#98475
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายอภิเชษฐ์ เหมือนทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 23, มาตรา 26 จำเลยลักลอบปรับคลื่นโทรคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลอื่นจำนวน 6 เครื่อง อันเป็นการจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ อันเป็นการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จำเลยจะกระทำในวันเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ตามจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 6 กระทง ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 6 ระวางโทษตามมาตรา 23 และมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นความผิดตามมาตรา 23 อีกกระทงหนึ่ง โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 ด้วย ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 23 อีกกระทงหนึ่งไม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓, ๒๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำนวน ๖ เครื่อง ขอให้ริบไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๒๒, ๒๓, ๒๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑), ๙๑ ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม จำคุก ๑ ปี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท? จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมคงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท ฐานกระทำให้เกิดการรบกวนต่อวิทยุคมนาคม จำคุกกระทงละ ๖ เดือน ปรับกระทงละ ๒๕,๐๐๐ บาท จำเลยอายุยังน้อยและกำลังศึกษา สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยให้กักขังเป็นเวลา ๒ ปี ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจำนวน ๖ เครื่อง ให้ริบเพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๒, ๒๓, ๒๖ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท และโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ และ ๒๖ ระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำคุก ๑ ปี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้ ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า แม้ว่าการที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะดังกล่าวจะกระทำในวันเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ตามจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๖ กระทง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา ๖ ระวางโทษตาม ๒๓ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้น มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๓ อีกกระทงด้วย แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา ๒๖ ด้วย ศาลฎีกาจึง ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๓ อีกกระทงหนึ่งไม่ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์มิได้ฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา ๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิด ๗ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ลงโทษเฉพาะความผิดฐาน จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม รวม ๖ กระทง ความผิดทั้งหกกระทงนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ทองหล่อ โฉมงาม-วิรัช ลิ้มวิชัย-สุรพล เจียมจูไร) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายพรหมมาศ ภู่แส ศาลอุทธรณ์ - นางจิระวรรณ ศิริบุตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98475
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายพรหมมาศ ภู่แส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจิระวรรณ ศิริบุตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065256"
    }
}
date
2544
deka_no
2578/2544
deka_running_no
2578
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอภิเชษฐ์ เหมือนทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓, ๒๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำนวน ๖ เครื่อง ขอให้ริบไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๒๒, ๒๓, ๒๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑), ๙๑ ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม จำคุก ๑ ปี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท? จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมคงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท ฐานกระทำให้เกิดการรบกวนต่อวิทยุคมนาคม จำคุกกระทงละ ๖ เดือน ปรับกระทงละ ๒๕,๐๐๐ บาท จำเลยอายุยังน้อยและกำลังศึกษา สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยให้กักขังเป็นเวลา ๒ ปี ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจำนวน ๖ เครื่อง ให้ริบเพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๒, ๒๓, ๒๖ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท และโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ และ ๒๖ ระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำคุก ๑ ปี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้ ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า แม้ว่าการที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะดังกล่าวจะกระทำในวันเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ตามจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้ประชาชนเช่าบริการสาธารณะ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๖ กระทง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา ๖ ระวางโทษตาม ๒๓ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้น มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๓ อีกกระทงด้วย แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา ๒๖ ด้วย ศาลฎีกาจึง ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๓ อีกกระทงหนึ่งไม่ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์มิได้ฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา ๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิด ๗ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ลงโทษเฉพาะความผิดฐาน จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม รวม ๖ กระทง ความผิดทั้งหกกระทงนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001120.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544