คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9870/2544 ฉบับเต็ม

#98476
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9870/2544 นายเสน่ห์ แสงดอกพุด โจทก์ นายบุญรัตน์ ปิ่นทอง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1304, มาตรา 1337 ป.วิ.พ. มาตรา 55 บ้านจำเลยเฉพาะส่วนที่พิพาทปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองอันเป็นที่สาธารณะและบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตรแต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองมีความยาว 9.5 เมตร ซึ่งไม่ถูกบัง ขณะยื่นฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์ โจทก์คงปล่อยที่ดินไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์ ส่วนจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่พิพาทออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณะหน้าที่ดินโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม บ้านของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างลงในที่ดินรกร้างว่างเปล่า อยู่นอกแนวเขตที่ดินของโจทก์ คงมีเพียงบางส่วน เนื้อที่ไม่เกิน 10 ตารางวา รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่คลองเชียงรากใหญ่ เนื่องจากที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายสุรัตน์ ปิ่นทอง ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่รุกล้ำ เนื้อที่ 2 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539) ไปจนกว่าจะรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่หรือไม่ เห็นว่า บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนที่พิพาทกันปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตร แต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองดังกล่าวซึ่งไม่ถูกบัง สามารถออกสู่คลองดังกล่าวได้มีความยาว 9.5 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะยื่นฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ คงปล่อยที่ดินไว้ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว ตามสภาพดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกิน ที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ และเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อำนวย เต้พันธ์-สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายชัยชนะ อิสสระวิทย์ ศาลอุทรณ์ภาค ๒ - นายวิศณุ เลื่อมสำราญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98476
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปทุมธานี",
        "judge": "นายชัยชนะ อิสสระวิทย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทรณ์ภาค ๒",
        "judge": "นายวิศณุ เลื่อมสำราญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058334"
    }
}
date
2544
deka_no
9870/2544
deka_running_no
9870
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1304",
            "ม. 1337"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเสน่ห์ แสงดอกพุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญรัตน์ ปิ่นทอง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม บ้านของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างลงในที่ดินรกร้างว่างเปล่า อยู่นอกแนวเขตที่ดินของโจทก์ คงมีเพียงบางส่วน เนื้อที่ไม่เกิน 10 ตารางวา รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่คลองเชียงรากใหญ่ เนื่องจากที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายสุรัตน์ ปิ่นทอง ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่รุกล้ำ เนื้อที่ 2 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539) ไปจนกว่าจะรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่หรือไม่ เห็นว่า บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนที่พิพาทกันปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตร แต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองดังกล่าวซึ่งไม่ถูกบัง สามารถออกสู่คลองดังกล่าวได้มีความยาว 9.5 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะยื่นฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ คงปล่อยที่ดินไว้ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว ตามสภาพดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกิน ที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ และเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001057.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544