คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2544 ฉบับเต็ม

#98478
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2544 กรมสรรพากร โจทก์ นายเกษม เอี้ยวศิริพร ลูกหนี้ที่ตาย จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14, มาตรา 82 เจ้าหนี้ได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายได้แก่รถบรรทุกและเงินฝากธนาคารชำระหนี้แล้ว เมื่อหักกลบกับหนี้ ตามฟ้องแล้วจะเหลือหนี้ค้างชำระเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ 10,000 บาท อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นลูกหนี้ บุคคลอื่นอีก รูปคดีจึงยังไม่พอฟังว่าลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว กรณีมีเหตุที่ไม่ควรให้จัดการทรัพย์มรดก ของผู้ตายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 82 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษม ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ นายดำรงค์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของนายเกษมไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสินบางกอกร้อยเอ็ดขนส่งเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเป็นเงิน ๑๗๓,๑๓๙.๐๖ บาท นายเกษมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้นายเกษมชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นายเกษมได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ มีพฤติการณ์เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวเป็นแต่เพียงเหตุหนึ่งที่กฎหมายให้อำนาจโจทก์ฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ เท่านั้น ส่วนการพิจารณาคดีล้มละลายตามฟ้องโจทก์นั้น พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ และหากมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า โจทก์ได้รับทรัพย์มรดกของนายเกษมได้แก่รถบรรทุกและเงินฝากธนาคารจำนวน ๑,๐๗๔ บาท ชำระหนี้แล้ว เมื่อนำทรัพย์มรดก ๒ รายการ หักกลบกับหนี้ตามฟ้องแล้ว จะเหลือหนี้ค้างชำระเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่านายเกษมเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นอีก รูปคดีจึงยังไม่พอฟังว่านายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีมีเหตุที่ไม่ควรให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ . (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-พีรพล จันทร์สว่าง) ศาลแแพ่งธนบุรี - นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธินันท์ เสียมสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98478
courts
[
    {
        "court": "ศาลแแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุทธินันท์ เสียมสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059092"
    }
}
date
2544
deka_no
9189/2544
deka_running_no
9189
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 82"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกษม เอี้ยวศิริพร ลูกหนี้ที่ตาย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษม ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒

นายดำรงค์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของนายเกษมไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสินบางกอกร้อยเอ็ดขนส่งเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเป็นเงิน ๑๗๓,๑๓๙.๐๖ บาท นายเกษมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้นายเกษมชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นายเกษมได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ มีพฤติการณ์เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวเป็นแต่เพียงเหตุหนึ่งที่กฎหมายให้อำนาจโจทก์ฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ เท่านั้น ส่วนการพิจารณาคดีล้มละลายตามฟ้องโจทก์นั้น พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ และหากมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า โจทก์ได้รับทรัพย์มรดกของนายเกษมได้แก่รถบรรทุกและเงินฝากธนาคารจำนวน ๑,๐๗๔ บาท ชำระหนี้แล้ว เมื่อนำทรัพย์มรดก ๒ รายการ หักกลบกับหนี้ตามฟ้องแล้ว จะเหลือหนี้ค้างชำระเพียงจำนวนเล็กน้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่านายเกษมเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นอีก รูปคดีจึงยังไม่พอฟังว่านายเกษมลูกหนี้ที่ตายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีมีเหตุที่ไม่ควรให้จัดการทรัพย์มรดกของนายเกษมตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๒ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001064.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544