คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9668/2544 ฉบับเต็ม

#98500
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9668/2544 บริษัทยูนิฟายลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายสุขสันต์ โตกุลวัฒน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 349, มาตรา 453, มาตรา 572 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปให้ผู้อื่นใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับ ค่าเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทที่ค้าง แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงตกลงยินยอมทำหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ขึ้นใหม่ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลง แปลงหนี้จากสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินที่ผิดนัดแต่ละงวดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖๑,๒๑๙.๑๗ บาท และ ให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) ต้องไม่เกิน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย รถยนต์คันพิพาทในช่องผู้ซื้อ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ หรือ ล.๑ และจำเลยทั้งสองได้ลง ลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในช่องผู้รับสภาพหนี้อันเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.๕ ให้ไว้แก่โจทก์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวตกลงราคากัน ๓๘๘,๐๐๐ บาท คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์หรือทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ คันพิพาท ทั้งได้มีการกรอกข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้ยินยอมด้วย อันจะมีผลทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาซื้อขายและตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบกันมาเมื่อรับฟังประกอบพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจะฟังได้ ตามที่จำเลยที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในราคา ๓๘๘,๐๐๐ บาท ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงฟังได้ต่อมาตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์คันพิพาทไปให้นายธเนศซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ ๑ ใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ ๑ ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทที่ค้างชำระจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ ๑ เบิกความว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เข้าบัญชีทนายความของโจทก์ ส่วนที่ค้างชำระอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้ชำระให้แล้วในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในวันดังกล่าวได้มีการทำหลักฐาน เกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไว้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.๑ หรือ จ.๓ นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ไว้ด้วย โดยจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความในประเด็นนี้ว่า ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นของนางวรรณดีไปชำระให้แก่โจทก์ที่องค์การโทรศัพท์ และทนายความของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ ไว้โดยให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตาม เอกสารหมาย จ.๕ ไว้เป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ตกลงยินยอมที่จะทำเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ กับโจทก์ขึ้นใหม่ อันได้แก่หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงแปลงหนี้จากสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนนั่นเอง เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสอง ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับโดยรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้วเช่นนี้ หนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือรับ สภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เมื่อการที่โจทก์กรอกวันที่ลงในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ เป็นการกระทำไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หาใช่เป็นการลงวันที่โดยจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมด้วยแต่ประการใดไม่ ส่วนข้อความรายละเอียดอื่น ๆ ก็น่าเชื่อว่าโจทก์ได้กรอกข้อความโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยทั้งสอง ทั้งจำเลยที่ ๒ ก็มิได้ให้การต่อสู้ในส่วนดังกล่าวไว้ด้วย ดังนั้น หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ และหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๕ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันขึ้นโดยมีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันจริง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลแพ่ง - นางสาวกนกพรรณ คงวรรณรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98500
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวกนกพรรณ คงวรรณรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058644"
    }
}
date
2544
deka_no
9668/2544
deka_running_no
9668
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 349",
            "ม. 453",
            "ม. 572"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทยูนิฟายลีสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุขสันต์ โตกุลวัฒน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินที่ผิดนัดแต่ละงวดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖๑,๒๑๙.๑๗ บาท และ ให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) ต้องไม่เกิน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย รถยนต์คันพิพาทในช่องผู้ซื้อ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ หรือ ล.๑ และจำเลยทั้งสองได้ลง ลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในช่องผู้รับสภาพหนี้อันเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.๕ ให้ไว้แก่โจทก์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวตกลงราคากัน ๓๘๘,๐๐๐ บาท คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์หรือทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ คันพิพาท ทั้งได้มีการกรอกข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้ยินยอมด้วย อันจะมีผลทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาซื้อขายและตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบกันมาเมื่อรับฟังประกอบพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจะฟังได้ ตามที่จำเลยที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในราคา ๓๘๘,๐๐๐ บาท ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงฟังได้ต่อมาตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์คันพิพาทไปให้นายธเนศซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ ๑ ใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ ๑ ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทที่ค้างชำระจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ ๑ เบิกความว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เข้าบัญชีทนายความของโจทก์ ส่วนที่ค้างชำระอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้ชำระให้แล้วในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในวันดังกล่าวได้มีการทำหลักฐาน เกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไว้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.๑ หรือ จ.๓ นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ไว้ด้วย โดยจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความในประเด็นนี้ว่า ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นของนางวรรณดีไปชำระให้แก่โจทก์ที่องค์การโทรศัพท์ และทนายความของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ ไว้โดยให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตาม เอกสารหมาย จ.๕ ไว้เป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ตกลงยินยอมที่จะทำเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ กับโจทก์ขึ้นใหม่ อันได้แก่หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงแปลงหนี้จากสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนนั่นเอง เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสอง ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับโดยรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้วเช่นนี้ หนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือรับ สภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เมื่อการที่โจทก์กรอกวันที่ลงในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ เป็นการกระทำไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หาใช่เป็นการลงวันที่โดยจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมด้วยแต่ประการใดไม่ ส่วนข้อความรายละเอียดอื่น ๆ ก็น่าเชื่อว่าโจทก์ได้กรอกข้อความโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยทั้งสอง ทั้งจำเลยที่ ๒ ก็มิได้ให้การต่อสู้ในส่วนดังกล่าวไว้ด้วย ดังนั้น หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ และหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๕ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันขึ้นโดยมีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันจริง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544