คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2545 ฉบับเต็ม

#98503
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2545 พนักงานอัยการจังหวัดตาก โจทก์ นายสมคิด ปานเกิด จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225, มาตรา 227 จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 หลังจากจำเลยกับ จ. ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จ. ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไป ผู้เสียหายขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับ จ. ไปในระยะห่างประมาณ 100 เมตร จ. ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด แม้จำเลยจะทราบว่า จ. มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วยแต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหากขณะที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของ จ. ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหาย การที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นการกระทำของ จ. ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของ จ. โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับ จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหาย ___________________________ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2542 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 288, 289, 80, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ ร่วมกันพาอาวุธปืนฯ และร่วมกันชิงทรัพย์ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83, 289 (7), 80 ประกอบมาตรา 52 (1), 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดสามฐานแรกมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลย 42 ปี 13 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ และร่วมกันพาอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์ โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ หรือไม่นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า หลังจากที่จำเลยกับนายจักรพงษ์ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แล้ว นายจักรพงษ์ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไปผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทำงานอยู่ข้างร้านที่เกิดเหตุได้ทราบเหตุจึงขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับนายจักรพงษ์ไปในระยะห่างประมาณ 100 เมตร นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 ไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบเลยว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาจะฆ่าผู้ใด คงได้ความเพียงว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่านายจักรพงษ์มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จำเลยกำลังขับรถยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของนายจักรพงษ์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 การที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จึงเป็นการกระทำของนายจักรพงษ์ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของนายจักรพงษ์โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลจังหวัดตาก - นายสมควร ศิริยุทธ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางนวลน้อย ผลทวี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98503
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตาก",
        "judge": "นายสมควร ศิริยุทธ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นางนวลน้อย ผลทวี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056985"
    }
}
date
2545
deka_no
896/2545
deka_running_no
896
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225",
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตาก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมคิด ปานเกิด"
    }
]
long_text
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2542 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 288, 289, 80, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ ร่วมกันพาอาวุธปืนฯ และร่วมกันชิงทรัพย์ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83, 289 (7), 80 ประกอบมาตรา 52 (1), 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดสามฐานแรกมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลย 42 ปี 13 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ และร่วมกันพาอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์ โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ หรือไม่นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า หลังจากที่จำเลยกับนายจักรพงษ์ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แล้ว นายจักรพงษ์ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไปผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทำงานอยู่ข้างร้านที่เกิดเหตุได้ทราบเหตุจึงขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับนายจักรพงษ์ไปในระยะห่างประมาณ 100 เมตร นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 ไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบเลยว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาจะฆ่าผู้ใด คงได้ความเพียงว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่านายจักรพงษ์มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จำเลยกำลังขับรถยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของนายจักรพงษ์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 การที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จึงเป็นการกระทำของนายจักรพงษ์ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของนายจักรพงษ์โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001045.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545