คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2545 ฉบับเต็ม

#98511
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2545 นางบังอร สกลวิทยานนท์ ผู้ร้อง นายสมเกียรติ คงทิม ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 มาตรา 10 เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2) มาตรา 3 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 18, มาตรา 21 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลทั้งในฐานะส่วนตัวเนื่องจาก ผู้ร้องเป็นประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหาย และในฐานะเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องได้ทั้งสองฐานะ แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาล พ.ร.บ. สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่ากรรมการสุขาภิบาล?พ้นจากตำแหน่งเมื่อ?(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ?(8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ? (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบรูณ์ คือตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลา อุปสมบทได้ กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน ผู้คัดค้านขอให้ส่งความเห็นของผู้คัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นส่งให้ตามขอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38 ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านไม่ติดใจไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค นับแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่ง แต่ไม่กระทบถึงการที่ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่มีการชี้ขาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ไปอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 วัน แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตามปกติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไปแล้วหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องระบุไว้ในคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมว่ายื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เห็นว่า ที่ผู้ร้องระบุว่า ในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งเป็น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ส่วนที่ระบุในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนั้น ก็เนื่องจากผู้ร้อง ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย ซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัด ความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็น ผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ได้ทั้งสองฐานะ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้วผู้ร้องจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาลช่องแค เมื่อไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องย่อมตกไป ทำให้คำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงาน ขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระ โดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยไปตามฎีกาข้อที่สองของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการสุขาภิบาล? พ้นจากตำแหน่งเมื่อ? (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ? (8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ? (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะ ดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบูรณ์คือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทที่วัดพุช้างล้วงเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทเป็นภิกษุของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลาอุปสมบทได้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ ทั้งไม่ต้องพิจารณาว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นทุกข้อ อนึ่ง การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบท ผู้คัดค้านย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่อุปสมบทตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิชาต สุขัคคานนท์-วิชัย ชื่นชมพูนุท-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายดุสิต ผดุงศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98511
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครสวรรค์",
        "judge": "นายดุสิต ผดุงศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056425"
    }
}
date
2545
deka_no
1231/2545
deka_running_no
1231
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    },
    {
        "law_name": "เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2)",
        "law_abbr": "เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2)",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 21"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางบังอร สกลวิทยานนท์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายสมเกียรติ คงทิม"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน ผู้คัดค้านขอให้ส่งความเห็นของผู้คัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นส่งให้ตามขอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38

ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านไม่ติดใจไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค นับแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่ง แต่ไม่กระทบถึงการที่ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่มีการชี้ขาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ไปอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 วัน แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตามปกติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไปแล้วหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องระบุไว้ในคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมว่ายื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เห็นว่า ที่ผู้ร้องระบุว่า ในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งเป็น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ส่วนที่ระบุในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนั้น ก็เนื่องจากผู้ร้อง ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย ซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัด ความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็น ผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ได้ทั้งสองฐานะ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้วผู้ร้องจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาลช่องแค เมื่อไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องย่อมตกไป ทำให้คำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงาน ขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระ โดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยไปตามฎีกาข้อที่สองของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการสุขาภิบาล? พ้นจากตำแหน่งเมื่อ? (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ? (8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ? (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะ ดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบูรณ์คือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทที่วัดพุช้างล้วงเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทเป็นภิกษุของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลาอุปสมบทได้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ ทั้งไม่ต้องพิจารณาว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบท ผู้คัดค้านย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่อุปสมบทตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001040.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545