คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2545 ฉบับเต็ม

#98516
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2545 นายเฮียง สละ โจทก์ นายดาบตำรวจเสรี บัวขวา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1304, มาตรา 1387 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 172 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้านทางดังกล่าวจึงเป็นทางภาระจำยอม ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาท แคบลงเป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป แม้โจทก์ระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเองเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมโดยถอนเสารั้วทุกต้นที่ล้ำเข้ามาในทางภาระจำยอมออกไปโดยให้ทางภาระจำยอมมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนว หากจำเลยไม่รื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า โจทก์สามารถใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแปลงอื่นที่เหมาะสมกว่าที่ดินของจำเลยและเป็นที่ดินแปลงที่เคยแบ่งแยกปันกันนั้นได้ โจทก์ไม่มีอำนาจมาอ้างเอาที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ทางพิพาทบริเวณเส้นสีดำ ที่โจทก์นำชี้เนื้อที่ 24 1/10 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปจากทางสาธารณะดังกล่าว คำขออื่นให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่าเป็น ทางสาธารณะได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง โดยโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งมีความกว้าง 2.50 เมตร เข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาทแคบลงเหลือความกว้างเพียง 1.10 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงสิทธิในการใช้ทางพิพาทโดยปราศจากการขัดขวางมานานกว่า 10 ปี แล้ว เมื่อจำเลยนำเสารั้วมาปักลงในทางพิพาทขัดขวางทางเข้าออกของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทได้ แม้โจทก์จะระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป เพราะคำฟ้องเพียงแต่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็น หลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ใช้ได้แล้ว ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับ ข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเอง ดังนั้นแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้ หานอกฟ้องนอกประเด็นไม่ มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยต้องรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า นายบุญเหลือ พลดงนอก นายช่างรัดวัด 5 สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาบ้านไผ่ ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ส่วนโจทก์และนายเรียง สละ เบิกความยืนยันว่า ทางพิพาทเดิมมีเสาไม้ 2 ถึง 3 ต้น ปักไว้เป็นแนวเขตตามเครื่องหมายดอกจันที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 และแนวเขตเดิมนี้มีมานานกว่า 15 ปี จำเลยเพิ่งย้ายเสาไม้จากแนวเขตเดิมรุกล้ำเข้ามาในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ทำให้ทางพิพาทแคบลง ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า บริเวณคันนาที่มีเครื่องหมายดอกจันด้านซ้ายตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 คือ แนวเขตทางพิพาทเดิม จำเลยเพิ่งปักเสาไม้เป็นแนวเขตใหม่เข้าไปในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เมื่อปี 2539 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยปักเสาไม้รุกล้ำเข้าไปในทางพิพาทจริง แต่เนื่องจากนายบุญเหลือเบิกความว่า ทางพิพาทด้านที่อยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์มีความกว้าง 1.548 เมตร ตามที่โจทก์นำชี้ และด้านที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์มีความกว้าง 2.513 เมตร ตามแผนที่พิพาท จำเลยจึงต้องรื้อถอน เสารั้วออกไปโดยให้ทางพิพาทมีขนาดความกว้างดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-จำรูญ แสนภักดี-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลจังหวัดพล - นายจิรเวทย์ อุนนะนันท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายทวี ประจวบลาภ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98516
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายจิรเวทย์ อุนนะนันท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายทวี ประจวบลาภ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056875"
    }
}
date
2545
deka_no
1011/2545
deka_running_no
1011
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1304",
            "ม. 1387"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเฮียง สละ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายดาบตำรวจเสรี บัวขวา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมโดยถอนเสารั้วทุกต้นที่ล้ำเข้ามาในทางภาระจำยอมออกไปโดยให้ทางภาระจำยอมมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนว หากจำเลยไม่รื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า โจทก์สามารถใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแปลงอื่นที่เหมาะสมกว่าที่ดินของจำเลยและเป็นที่ดินแปลงที่เคยแบ่งแยกปันกันนั้นได้ โจทก์ไม่มีอำนาจมาอ้างเอาที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ทางพิพาทบริเวณเส้นสีดำ ที่โจทก์นำชี้เนื้อที่ 24 1/10 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปจากทางสาธารณะดังกล่าว คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่าเป็น ทางสาธารณะได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง โดยโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งมีความกว้าง 2.50 เมตร เข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาทแคบลงเหลือความกว้างเพียง 1.10 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงสิทธิในการใช้ทางพิพาทโดยปราศจากการขัดขวางมานานกว่า 10 ปี แล้ว เมื่อจำเลยนำเสารั้วมาปักลงในทางพิพาทขัดขวางทางเข้าออกของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทได้ แม้โจทก์จะระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป เพราะคำฟ้องเพียงแต่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็น หลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ใช้ได้แล้ว ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับ ข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเอง ดังนั้นแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้ หานอกฟ้องนอกประเด็นไม่

มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยต้องรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า นายบุญเหลือ พลดงนอก นายช่างรัดวัด 5 สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาบ้านไผ่ ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ส่วนโจทก์และนายเรียง สละ เบิกความยืนยันว่า ทางพิพาทเดิมมีเสาไม้ 2 ถึง 3 ต้น ปักไว้เป็นแนวเขตตามเครื่องหมายดอกจันที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 และแนวเขตเดิมนี้มีมานานกว่า 15 ปี จำเลยเพิ่งย้ายเสาไม้จากแนวเขตเดิมรุกล้ำเข้ามาในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ทำให้ทางพิพาทแคบลง ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า บริเวณคันนาที่มีเครื่องหมายดอกจันด้านซ้ายตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 คือ แนวเขตทางพิพาทเดิม จำเลยเพิ่งปักเสาไม้เป็นแนวเขตใหม่เข้าไปในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เมื่อปี 2539 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยปักเสาไม้รุกล้ำเข้าไปในทางพิพาทจริง แต่เนื่องจากนายบุญเหลือเบิกความว่า ทางพิพาทด้านที่อยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์มีความกว้าง 1.548 เมตร ตามที่โจทก์นำชี้ และด้านที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์มีความกว้าง 2.513 เมตร ตามแผนที่พิพาท จำเลยจึงต้องรื้อถอน เสารั้วออกไปโดยให้ทางพิพาทมีขนาดความกว้างดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001044.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545