คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9736/2544 ฉบับเต็ม

#98524
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9736/2544 สิบเอกหมัด หมัดอะดั้ม โจทก์ บริษัทสยามกลการ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1), มาตรา 193/15, มาตรา 448 จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำยึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยยอมรับรู้สิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าวยอมรับว่าที่ดินพิพาทที่นำยึดเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่ดินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยและขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ถือได้ว่าจำเลย ได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14(1) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม มาตรา193/15 เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 เป็นเหตุที่ทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดในวันดังกล่าวตาม มาตรา 193/15 จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539โจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ วันที่ 4 กันยายน 2539 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๔๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนที่จำเลยจะนำเจ้าพนักงานบังคับทำการยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๕๖๕๗๕ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนแล้วว่ามีชื่อ "หมัด หมัดอะดั้ม" ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในคำพิพากษา จึงชี้ให้เจ้าพนักงานทำการยึด จำเลยมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนคำขอในส่วนที่ขอให้นายถาวร พรประภา รับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายหมัด หมัดอะดั้ม เป็นบุคคลคนละคนกัน จำเลยได้ฟ้องนายหมัดเป็นจำเลยที่ ๑ นายหมีด หวันตะหา เป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลแพ่ง เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน ศาลแพ่งพิพากษาให้นายหมัดกับนายหมีดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่จำเลยตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๖๔๘/๒๕๓๑ ของศาลแพ่ง นายหมัดกับนายหมีดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ เจ้าพนักงาน บังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยนายสมชาย เรืองมณี เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา ๑๑๕,๐๐๐ บาท ครั้นเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ โจทก์จึงทราบเรื่องดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจกท์ไม่ใช่ของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลแพ่งไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้อง ต่อมาศาลแพ่งยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า จำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ซึ่งอย่างช้านับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ดังนั้นเหตุที่ทำให้อายุความหยุดลงสิ้นสุดในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา และให้ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ (จำรูญ แสนภักดี-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลจังหวัดสงขลา - นายสมชาติ สารธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98524
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายสมชาติ สารธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058538"
    }
}
date
2544
deka_no
9736/2544
deka_running_no
9736
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14 (1)",
            "ม. 193/15",
            "ม. 448"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สิบเอกหมัด หมัดอะดั้ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสยามกลการ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๔๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนที่จำเลยจะนำเจ้าพนักงานบังคับทำการยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๕๖๕๗๕ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนแล้วว่ามีชื่อ "หมัด หมัดอะดั้ม" ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในคำพิพากษา จึงชี้ให้เจ้าพนักงานทำการยึด จำเลยมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนคำขอในส่วนที่ขอให้นายถาวร พรประภา รับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายหมัด หมัดอะดั้ม เป็นบุคคลคนละคนกัน จำเลยได้ฟ้องนายหมัดเป็นจำเลยที่ ๑ นายหมีด หวันตะหา เป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลแพ่ง เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน ศาลแพ่งพิพากษาให้นายหมัดกับนายหมีดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่จำเลยตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๖๔๘/๒๕๓๑ ของศาลแพ่ง นายหมัดกับนายหมีดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ เจ้าพนักงาน บังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยนายสมชาย เรืองมณี เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา ๑๑๕,๐๐๐ บาท ครั้นเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ โจทก์จึงทราบเรื่องดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจกท์ไม่ใช่ของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลแพ่งไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้อง ต่อมาศาลแพ่งยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า จำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ซึ่งอย่างช้านับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ดังนั้นเหตุที่ทำให้อายุความหยุดลงสิ้นสุดในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา และให้ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001059.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544