คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543 ฉบับเต็ม

#98624
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543 นางสาวมณีนารถ เขียวพันธ์ โจทก์ บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี (โรงแรมมหานครกรุงเทพ) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 169, มาตรา 575, มาตรา 582, มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 9 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน นายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่ลูกจ้างเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 โดยให้ลูกจ้างหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ฉะนั้นนายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพียงวันที่ 20 มกราคม 2542 เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาแรงงาน สิ้นสุดลงและลูกจ้างพ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างและไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างแล้ว จำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมาย ก็มีผลเพียงทำให้ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็มิใช่ค่าจ้าง เมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง การนับระยะเวลาทำงานของลูกจ้างก็สิ้นสุดลงด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วัน กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจำเลยจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๕๗,๒๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๔,๓๐๒ บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๐,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ ๓ ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใด สำหรับค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ มีความหมายว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ โดยให้โจทก์หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างระหว่างวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๒ จากจำเลย เพราะโจทก์พ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. ๓ ทั้งนี้โดยโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ ส่วนการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็มิใช่ค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย จึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป การนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ก็สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวด้วย มิใช่นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ถึงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี และคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๒๕๗,๒๘๐ บาท คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นทั้งสองข้อข้างต้นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน. (ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98624
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมพงษ์ เหมวิมล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069626"
    }
}
date
2543
deka_no
7766/2543
deka_running_no
7766
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "สละ เทศรำพรรณ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 169",
            "ม. 575",
            "ม. 582",
            "ม. 583"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวมณีนารถ เขียวพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี (โรงแรมมหานครกรุงเทพ) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วัน กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจำเลยจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๕๗,๒๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๔,๓๐๒ บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๐,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ ๓ ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใด สำหรับค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ มีความหมายว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ โดยให้โจทก์หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างระหว่างวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๒ จากจำเลย เพราะโจทก์พ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. ๓ ทั้งนี้โดยโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ ส่วนการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็มิใช่ค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย จึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป การนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ก็สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวด้วย มิใช่นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ถึงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี และคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๒๕๗,๒๘๐ บาท คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นทั้งสองข้อข้างต้นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001159.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543