คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2544 ฉบับเต็ม

#98637
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสถาพร ผามล จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 63, มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 288 จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 1 ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจ ในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมองอันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรงอันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีก ๒ คน ซึ่งเป็นเยาวชนและแยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันพามีดพร้าหัวตัดทั้งด้ามและตัวมีดยาวประมาณ ๒๔ นิ้ว ไปในเมือง หมู่บ้านและ ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันนายทศพล เพชรปานกัน ผู้ตาย ขณะอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศแต่ไม่ปรากฏว่ามีดถูกผู้ตายหรือไม่ จากนั้นจำเลยกับพวกได้ถีบผู้ตายขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนผู้ตายตกจากรถยนต์และถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้มีดดังกล่าวฟันนายกาญจนสิทธิ์ เดือนเพ็ญ ผู้เสียหายที่ ๑ และนายสมหมาย ชั้นปั้นแตง ผู้เสียหายที่ ๒ ขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศ แต่ผู้เสียหายทั้งสองหลบมีดจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันถีบผู้เสียหายทั้งสองขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็ว ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถยนต์โดยสารจำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวกแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ส่วนผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐, ๓๗๑, ๙๑ ริบมีดพร้าของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐ จำเลยอายุ ๑๙ ปี ขณะกระทำผิดเป็นนักเรียนเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๖ ปี ๘ เดือน รวมจำคุก ๑๖ ปี ๘ เดือน ยกฟ้อง ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ , ๘๓, ๒๘๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ ผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ โดยสารมาในรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศได้ถูกกลุ่มนักเรียนโรงเรียน เทคโนโลยี่ประชาชื่นรุมทำร้าย ผู้ตายถูกถีบตกจากรถเป็นคนแรกซึ่งผู้ตายได้กระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดรถตกจากรถตามมาด้วย แล้วผู้เสียหายที่ ๑ ก็ถูกถีบตกจากรถเป็นคนหลังสุด เป็นเหตุให้ผู้ตายกระแทกกับพื้นถนนจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นของแพทย์ท้ายฟ้อง ส่วนผู้เสียหาย ที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมอง อันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรงอันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง พิพากษายืน (เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-วิชัย วิวิตเสวี-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลอาญา - นายรังสรรค์ กุลาเลิศ ศาลอุทธรณ์ - นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98637
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายรังสรรค์ กุลาเลิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065481"
    }
}
date
2544
deka_no
2431/2544
deka_running_no
2431
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 63",
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสถาพร ผามล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีก ๒ คน ซึ่งเป็นเยาวชนและแยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันพามีดพร้าหัวตัดทั้งด้ามและตัวมีดยาวประมาณ ๒๔ นิ้ว ไปในเมือง หมู่บ้านและ ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยกับพวกโดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันนายทศพล เพชรปานกัน ผู้ตาย ขณะอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศแต่ไม่ปรากฏว่ามีดถูกผู้ตายหรือไม่ จากนั้นจำเลยกับพวกได้ถีบผู้ตายขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนผู้ตายตกจากรถยนต์และถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้มีดดังกล่าวฟันนายกาญจนสิทธิ์ เดือนเพ็ญ ผู้เสียหายที่ ๑ และนายสมหมาย ชั้นปั้นแตง ผู้เสียหายที่ ๒ ขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศ แต่ผู้เสียหายทั้งสองหลบมีดจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันถีบผู้เสียหายทั้งสองขณะรถยนต์แล่นด้วยความเร็ว ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถยนต์โดยสารจำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวกแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ส่วนผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐, ๓๗๑, ๙๑ ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๘๓, ๘๐ จำเลยอายุ ๑๙ ปี ขณะกระทำผิดเป็นนักเรียนเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๖ ปี ๘ เดือน รวมจำคุก ๑๖ ปี ๘ เดือน ยกฟ้อง ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ , ๘๓, ๒๘๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ ผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ โดยสารมาในรถยนต์โดยสารสวัสดิการกองทัพอากาศได้ถูกกลุ่มนักเรียนโรงเรียน เทคโนโลยี่ประชาชื่นรุมทำร้าย ผู้ตายถูกถีบตกจากรถเป็นคนแรกซึ่งผู้ตายได้กระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดรถตกจากรถตามมาด้วย แล้วผู้เสียหายที่ ๑ ก็ถูกถีบตกจากรถเป็นคนหลังสุด เป็นเหตุให้ผู้ตายกระแทกกับพื้นถนนจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นของแพทย์ท้ายฟ้อง ส่วนผู้เสียหาย ที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเข้าร่วมทำร้ายผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ การที่จำเลยกับพวกช่วยกันถีบผู้ตายกับผู้เสียหายที่ ๑ ตกจากรถยนต์โดยสารขณะที่รถยนต์นั้นกำลังแล่นด้วยความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้ตายอาจไปกระแทกผู้เสียหายที่ ๒ ที่ยืนอยู่ตรงบันไดตกจากรถไปด้วยกันได้และศีรษะกับลำตัวของผู้ตายหรือของผู้เสียหายทั้งสองอาจกระแทกกับพื้นถนนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดออกในผนังหัวใจในปอดและกระบังลม เนื้อสมองบวมทั้งสมอง อันเกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อศีรษะและหน้าอกของผู้ตายอย่างรุนแรงอันถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001122.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544