คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2544 ฉบับเต็ม

#98650
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2544 บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายนุช มานะจิตต์ กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 118 ป.วิ.พ. มาตรา 84 ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นพยาน แม้เดิมจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้วก่อนศาลมีคำพิพากษาก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์และได้รับมอบรถยนต์แล้ว จำเลยอ้างว่าได้คืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วจึงมีภาระการพิสูจน์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๖๓,๐๘๒ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีก เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ๙ งวด และเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๒ โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหาย สิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อค้างชำระและค่าขาดประโยชน์ ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชำระราคาแทนแต่ไม่เกิน ๖ เดือน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ? ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกมีว่า เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เนื่องจากในขณะฟ้องโจทก์แนบสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์มาท้ายคำฟ้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ได้ส่งมอบหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นยาน จำเลยที่ ๑ อ้างว่า โจทก์ได้เรียกเงินค่าแสตมป์ไปจากจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๘ ปี ๕ เดือน รัฐต้องขาดรายได้ โจทก์จะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรปรับก่อนจึงจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เห็นว่า ประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ติดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว ?" ดังนี้ แม้เดิมสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตาม เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ มิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้ว ก่อนศาลมี คำพิพากษาก็รับฟังได้แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ ๑ ได้คืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์อีกหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ๒ คัน รถยนต์ทั้ง ๒ คัน ชำรุด จึงติดต่อให้โจทก์มานำรถยนต์กลับคืนไปเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๓ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีตัวจำเลยที่ ๑ มาเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานการส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้คืนโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่รับว่าได้รับรถยนต์อีกคันหนึ่งคืนไปเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในคดีนี้มาจากโจทก์และได้รับมอบรถยนต์แล้ว จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้คืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วจึงมีภาระการพิสูจน์ นอกจากจำเลยที่ ๑ จะไม่สามารถนำสืบได้ตามที่กล่าวอ้างแล้ว นายเรวัต มานะจิตต์ ทนายความของจำเลยที่ ๑ ยังมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จำต้องยึดหน่วงรถยนต์คันดังกล่าวไว้ก่อน แสดงให้ว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้คืนรถยนต์แก่โจทก์ พิพากษายืน . (ชวลิต ศรีสง่า-ระพินทร บรรจงศิลป-วิเทพ ศิริพากย์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ - นายสุพัฒน์ บุญยุบล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
98650
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพัฒน์ บุญยุบล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067286"
    }
}
date
2544
deka_no
795/2544
deka_running_no
795
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "วิเทพ ศิริพากย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนุช มานะจิตต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๖๓,๐๘๒ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีก เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ๙ งวด และเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๒ โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหาย สิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อค้างชำระและค่าขาดประโยชน์ ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชำระราคาแทนแต่ไม่เกิน ๖ เดือน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา ? ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกมีว่า เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เนื่องจากในขณะฟ้องโจทก์แนบสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์มาท้ายคำฟ้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ได้ส่งมอบหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นยาน จำเลยที่ ๑ อ้างว่า โจทก์ได้เรียกเงินค่าแสตมป์ไปจากจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๘ ปี ๕ เดือน รัฐต้องขาดรายได้ โจทก์จะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรปรับก่อนจึงจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เห็นว่า ประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ติดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว ?" ดังนี้ แม้เดิมสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตาม เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ มิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้ว ก่อนศาลมี คำพิพากษาก็รับฟังได้แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ ๑ ได้คืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์อีกหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ๒ คัน รถยนต์ทั้ง ๒ คัน ชำรุด จึงติดต่อให้โจทก์มานำรถยนต์กลับคืนไปเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๓ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีตัวจำเลยที่ ๑ มาเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานการส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้คืนโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่รับว่าได้รับรถยนต์อีกคันหนึ่งคืนไปเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในคดีนี้มาจากโจทก์และได้รับมอบรถยนต์แล้ว จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้คืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วจึงมีภาระการพิสูจน์ นอกจากจำเลยที่ ๑ จะไม่สามารถนำสืบได้ตามที่กล่าวอ้างแล้ว นายเรวัต มานะจิตต์ ทนายความของจำเลยที่ ๑ ยังมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จำต้องยึดหน่วงรถยนต์คันดังกล่าวไว้ก่อน แสดงให้ว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้คืนรถยนต์แก่โจทก์

พิพากษายืน .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001138.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544