ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2543
บริษัทโนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด
โจทก์
บริษัท เอส. เอ็น. วี. เมทอล (1986) จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.รัษฎากร มาตรา 103, มาตรา 118
ป.พ.พ. มาตรา 798
ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดี มีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้า บริษัท น. โดย ท. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้ ก. และ / หรือ ข. เป็นผู้รับมอบอำนาจ โดยให้มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจกับบริษัท อ. ธนาคาร ก. และ ส. จนคดีถึงที่สุด และในการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ ดังต่อไปนี้? เป็นการมอบอำนาจให้มีอำนาจกระทำการได้หลายครั้ง กล่าวคือ ฟ้องคดีแพ่งได้หลายคดี และยังฟ้องคดีอาญาได้อีกหลายคดีทั้งผู้ถูกฟ้องที่ระบุไว้ 3 ราย อาจถูกฟ้องแยกคดีจากกันได้ด้วย ในส่วนของผู้รับมอบอำนาจมี 2 คน เชื่อมด้วยสันธาน "และ / หรือ" จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ 7 (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องปิดแสตมป์ ตามข้อ 7 (ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่า คำนวณได้เป็นเงิน 60 บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง 30 บาท โจทก์จึงใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 118
จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีว่า ท. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ และตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ จึงเกิดภาระแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการมอบอำนาจกระทำโดยชอบแล้ว
ท.จะใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ ใบมอบอำนาจย่อมไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ปัญหาข้อนี้ แต่ตราประทับในหนังสือมอบอำนาจใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ ใบมอบอำนาจเป็นพยาน เพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียแล้ว และตามหนังสือรับรองมีเงื่อนไขว่าการกระทำในนามบริษัทโจทก์จะต้องประทับตราสำคัญด้วย จึงรับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยได้กระทำโดยชอบแล้ว
เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ก็ได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับ ลูกหนี้ก็ตาม
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัยและ / หรือ นายสุรชัย เตรียมชนะ ฟ้องคดีแทน เมื่อระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าประเภทสังกะสีแผ่นเรียบจากโจทก์ ๒๒ ครั้ง รวมเป็นค่าสินค้าทั้งสิ้น ๔,๔๘๘,๑๖๙.๕๘ บาท จำเลยที่ ๑ ได้รับสินค้าไปครบถ้วนแล้ว และจะต้องชำระค่าสินค้าภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ส่งสินค้าแต่ละครั้ง ครั้นถึงกำหนดจำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าบางส่วนเป็นเงิน ๔๓๑,๖๔๙.๔๗ บาท คงค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ออกเช็ค ๗ ฉบับ ชำระหนี้ แต่เช็คทั้งหมดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าสินค้า ที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสิ้นเชิง จำเลยที่ ๓ ออกหนังสือค้ำประกันให้โจทก์ไว้ว่าหากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าสินค้า จำเลยที่ ๓ จะชำระแทนในวงเงินไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี รวมค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๑,๔๕๓,๘๗๐.๕๒ บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงิน ๕,๘๒๗,๘๑๒.๕๖ บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ในต้นเงิน ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ ๓ ชำระแทนจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า นายทาคาโอะ โนดะ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ ทั้งตราประทับในหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อ กรมทะบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัย และนายสุรชัย เตรียมชนะ จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี เพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นโมฆะ หากจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดคงรับผิดไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ถึงกำหนดชำระค่าสินค้าเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้แทน โดยให้รับผิดในต้นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์รวม ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารหมาย จ.๒ ปิดแสตมป์บริบูรณ์หรือไม่ ใบมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าบริษัทโนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด โดยนายทาคาโอะ โนดะ กรรการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัย และ / หรือ นายสุรชัย เตรียมชนะ เป็นผู้รับมอบอำนาจของข้าพเจ้า โดยให้มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง และคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจ กับบริษัท เอส. เอ็น. วี เมทอล (๑๙๘๖) จำกัด ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำเพ็ง และนายสมชาย เอื้อเกษมสิน จนคดีถึงที่สุด และในการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ ดังต่อไปนี้" ฯลฯ ข้อความเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้กว้างมาก โดยให้มีอำนาจกระทำการได้มากมายหลายครั้ง กล่าวคือ ฟ้องคดีแพ่งได้หลายคดีและยังฟ้องคดีอาญาได้อีกหลายคดี ทั้งผู้ถูกฟ้องที่ระบุไว้ ๓ ราย อาจถูกฟ้องแยกคดีจากกันได้ด้วย ในส่วนของผู้รับมอบอำนาจมี ๒ คน เชื่อมด้วยสันธาน "และ / หรือ" แสดงว่า "และ" ก็ได้ "หรือ" ก็ได้ กรณี "และ" หมายความว่า ๒ คน ร่วมกันกระทำ ต้องด้วยข้อ ๗ (ข) ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีความว่า "มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว" ต้องปิดแสตมป์ ๓๐ บาท กรณี "หรือ" ย่อมกระทำแยกกันได้ คือนายประเสริฐอาจฟ้องคดีหนึ่ง นายสุรชัยอาจฟ้องอีกคดีหนึ่ง จึงต้องด้วยข้อ ๗ (ค) ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ดังกล่าว ซึ่งมีความว่า "มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้" ต้องปิดแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่รับมอบ คนละ ๓๐ บาท ผู้รับมอบ ๒ คน ก็ต้อง ปิดแสตมป์ ๖๐ บาท ข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ไม่อาจตีความว่า เมื่อนายประเสริฐกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายสุรชัยจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย หรือเมื่อนายสุรชัยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายประเสริฐจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย กล่าวคือ กรณีเชื่อมด้วย "หรือ" หาได้มีความหมายว่า คนใดคนหนึ่งเป็น ผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียว สุดแต่ผู้รับมอบอำนาจจะเลือกในระหว่างกันเอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้ ใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ ๗ (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องปิดแสตมป์ตามข้อ ๗ (ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่า คำนวณได้เป็นเงิน ๖๐ บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง ๓๐ บาท เป็นการไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓ โจทก์จะใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การต่อสู้ในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีว่า นายทาคาโอะ โนดะ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ และตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ จึงเกิดภาระแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการมอบอำนาจกระทำโดยชอบแล้ว เห็นว่า กรณีนายทาคาโอะ โนดะ ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์ย่อมนำสืบด้วยพยานหลักฐานอื่นใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ปัญหาข้อนี้ แต่กรณีตราประทับในหนังสือ มอบอำนาจใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ เป็นพยาน เพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจเอกสาร หมาย จ.๒ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียแล้ว การที่โจทก์จะนำสืบโดยวิธีเปรียบเทียบดังกล่าวย่อมกระทำไม่ได้ และตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑ มีเงื่อนไขว่าการกระทำในนามโจทก์จะต้องประทับตราสำคัญด้วย ส่งผลให้รับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กระทำโดยชอบแล้ว การที่นายประเสริฐผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งนายบรรพต ไชยนันทน์ เป็นทนายความ แล้วนายบรรพตลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้อง จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คดีสำหรับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเท่ากับว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่จำต้องพิสูจน์ใด ๆ เกี่ยวกับการมอบอำนาจ แม้จะมีผลเป็นว่าการตั้งตัวแทนไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๘ เนื่องจากใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ. ๒ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ก็ไม่ทำให้การที่นายประเสริฐฟ้อง จำเลยที่ ๓ แทนโจทก์เสียไป เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว เท่ากับว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม แต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ผิดนัดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ฟ้องเช่นนี้ได้ หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ด้วยได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ ร่วมกับลูกหนี้ก็ตาม
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒
(ประดิษฐ์ สิงหทัศน์-ธาดา กษิตินนท์-หัสดี ไกรทองสุก)
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประพาฬ อนมาน
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ