คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544 ฉบับเต็ม

#99027
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544 นายวิรัตน์ บุญลีระวัฒน์ โจทก์ อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10, มาตรา 26 วรรคท้าย, มาตรา 28 วรรคสอง, มาตรา 31 โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และโจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 11 สิงหาคม 2538 ตามที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับ ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน ตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือ วันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงิน ค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 80176 เลขที่ดิน 9690 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 60,668,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 52,755,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,605,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 18,025,000 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดและในอัตราอย่างไร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสินประเภทฝากประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนผู้ใดไม่มารับเงินค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด? ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน" ปรากฏว่าโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 ฝ่ายจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 31 สิงหาคม 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกำหนดนัด ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยพลันซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือวันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่วันที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดไม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสภาวการณ์โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี เพราะไม่ให้เกินกว่าที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วิชัย ชื่นชมพูนุท-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลแพ่ง - นางสาววันทนี กีรติพิบูล ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99027
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาววันทนี กีรติพิบูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066495"
    }
}
date
2544
deka_no
1421/2544
deka_running_no
1421
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 10",
            "ม. 26 วรรคท้าย",
            "ม. 28 วรรคสอง",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิรัตน์ บุญลีระวัฒน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 80176 เลขที่ดิน 9690 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 60,668,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 52,755,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,605,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 18,025,000 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดและในอัตราอย่างไร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสินประเภทฝากประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนผู้ใดไม่มารับเงินค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด? ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน" ปรากฏว่าโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 ฝ่ายจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 31 สิงหาคม 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกำหนดนัด ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยพลันซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือวันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่วันที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดไม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสภาวการณ์โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี เพราะไม่ให้เกินกว่าที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001131.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544