คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2544 ฉบับเต็ม

#99031
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2544 นายสันต์ ภู่พงศ์พันธ์ โจทก์ นายสมควร จารุศังข์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), มาตรา 247 แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฎีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในคดีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,488,681 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,295,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,295,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539) ต้องไม่เกิน 193,471 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสี่ชั้นบนที่ดินของบุตรของจำเลยที่ 2 รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 3,145,210 บาท โดยมิได้ทำสัญญาไว้เป็นหนังสือ มีการชำระเงินค่าจ้างไปแล้วจำนวน 1,850,000 บาท คงค้างชำระอยู่อีก 1,295,210 บาท?ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์สร้างบ้านเสร็จและส่งมอบบ้านให้แก่จำเลยทั้งสองในเดือนธันวาคม 2536 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นเวลาเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ทำงานเสร็จ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฏีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และ ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในกรณีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. (สกนธ์ กฤติยาวงศ์-ทองหล่อ โฉมงาม-ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ) ศาลแพ่ง - นายทวีป ตันสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ งามสันติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99031
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายทวีป ตันสวัสดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติ งามสันติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066279"
    }
}
date
2544
deka_no
1658/2544
deka_running_no
1658
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสันต์ ภู่พงศ์พันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมควร จารุศังข์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,488,681 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,295,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,295,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539) ต้องไม่เกิน 193,471 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสี่ชั้นบนที่ดินของบุตรของจำเลยที่ 2 รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 3,145,210 บาท โดยมิได้ทำสัญญาไว้เป็นหนังสือ มีการชำระเงินค่าจ้างไปแล้วจำนวน 1,850,000 บาท คงค้างชำระอยู่อีก 1,295,210 บาท?ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์สร้างบ้านเสร็จและส่งมอบบ้านให้แก่จำเลยทั้งสองในเดือนธันวาคม 2536 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นเวลาเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ทำงานเสร็จ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฏีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และ ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในกรณีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001129.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544