คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3105/2544 ฉบับเต็ม

#99049
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3105/2544 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ บริษัทไท - ปัน เท็กซ์ไทล์ จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ กำหนดเงื่อนไขในการคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของดังกล่าวและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศไว้ว่า ผู้นำสินค้าเข้าต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนอากรสำหรับสินค้าทั้งสองรายการที่จำเลยอ้างขอตัดบัญชีได้อีกภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ทวิ และไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้เลย จึงไม่อาจนำจำนวนสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวไปหักออกจากสินค้าคงเหลือซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินเรียกเก็บจากจำเลย จำเลยต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 3,698,872.01 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ทั้งสองนำพยานมาสืบไปฝ่ายเดียว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจะปรากฏว่า เมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยได้ขอยกเลิกแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวอ้างว่ามีใบขนสินค้าขาออกที่ใช้ตัดบัญชีสินค้าได้อีก และต่อมาธนาคารผู้ค้ำประกันได้มีหนังสือขอคืนภาษีที่จำเลยจะได้รับคืนเนื่องจากมีใบขนสินค้าขาออกตัดบัญชีได้ คือสินค้านำเข้ารายการที่ 1 สามารถตัดบัญชีได้อีก 6,716.018 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 1,571.306 กิโลกรัม สินค้ารายการที่ 2 มีใบขนสินค้าขาออกใช้ตัดบัญชีได้ 248.3 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 251.9 กิโลกรัม แต่พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ กำหนดเงื่อนไขในการคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของดังกล่าวและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศไว้ว่า ผู้นำสินค้าเข้าต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขอคืนอากรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ทวิ ตลอดจนไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้เลย กรณีจึงไม่อาจนำจำนวนสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวไปหักออกจากสินค้าคงเหลือซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินเรียกเก็บจากจำเลย จำเลยต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินต้นอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท. (โนรี จันทร์ทร-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลภาษีอากรกลาง - นายประสิทธิ์ สนามชวด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99049
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายประสิทธิ์ สนามชวด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064486"
    }
}
date
2544
deka_no
3105/2544
deka_running_no
3105
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "sections": [
            "ม. 19 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไท - ปัน เท็กซ์ไทล์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 3,698,872.01 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ทั้งสองนำพยานมาสืบไปฝ่ายเดียว

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจะปรากฏว่า เมื่อจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยได้ขอยกเลิกแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวอ้างว่ามีใบขนสินค้าขาออกที่ใช้ตัดบัญชีสินค้าได้อีก และต่อมาธนาคารผู้ค้ำประกันได้มีหนังสือขอคืนภาษีที่จำเลยจะได้รับคืนเนื่องจากมีใบขนสินค้าขาออกตัดบัญชีได้ คือสินค้านำเข้ารายการที่ 1 สามารถตัดบัญชีได้อีก 6,716.018 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 1,571.306 กิโลกรัม สินค้ารายการที่ 2 มีใบขนสินค้าขาออกใช้ตัดบัญชีได้ 248.3 กิโลกรัม คงเหลือสินค้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 251.9 กิโลกรัม แต่พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ กำหนดเงื่อนไขในการคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของดังกล่าวและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศไว้ว่า ผู้นำสินค้าเข้าต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขอคืนอากรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ทวิ ตลอดจนไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้เลย กรณีจึงไม่อาจนำจำนวนสินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวไปหักออกจากสินค้าคงเหลือซึ่งเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินเรียกเก็บจากจำเลย จำเลยต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินต้นอากรขาเข้า 1,561,946.78 บาท คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,698,871.94 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 1,561,946.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001113.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544