คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8906/2543 ฉบับเต็ม

#99085
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8906/2543 บริษัทวิธสินประกันภัย จำกัด โจทก์ นายประสิทธิ์ ศิลพิพัฒน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 196 ป.พ.พ. มาตรา 196 การชำระหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน คดีนี้เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัย ณ วันใด ถือว่าความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้น ณ วันนั้น จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่โจทก์จ่ายไปจริง ไม่ใช่วันเกิดเหตุละเมิด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกับสกุลบาทไทย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ณ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ แล้วให้นำเงินจำนวน ๕๓,๑๒๗.๕๐ บาท หักออกจากเงินที่คำนวณได้คงเหลือเท่าใดให้รับผิดเพียงนั้น และนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ขณะที่ บ. ควบคุมเรือยนต์โชคดีวัฒนาลากจูงเรือฉลอมไม้บรรทุกข้าวสารของบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ แล่นทวนน้ำมาในลำแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งด้านซ้ายจากท่าเรือคลองขุด จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งหน้าไปที่ท่าเทียบเรือเลขที่ ๔๕ (ท่าอันฟองเหลา) เพื่อขนสินค้าขึ้นเรือเดินทะเลเพื่อส่งต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ควบคุมเรือเดินทะเลชื่อบางกอกน้อยจากสะพานพระราม ๙ แล่นตามน้ำสวนทางมามุ่งหน้าไปทางปากอ่าวเพื่อส่งมอบเรือดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจากจำเลยที่ ๒ เมื่อถึงบริเวณหน้าท่าทรายวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ เรือเดินทะเลบางกอกน้อยได้เฉี่ยวชนกับเรือฉลอมที่กราบเรือด้านขวา ทำให้เรือฉลอมแตกรั่วและจมลง ข้างสารที่บรรทุกมาจมน้ำทั้งหมด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าจึงได้ให้บริษัทแอสโซซิเอทมารีนเซอร์เวเยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท ให้แก่บริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ผู้เอาประกันไปแล้ว และเมื่อหักค่าขายซากสินค้าออกแล้ว คงเหลือความเสียหายของโจทก์ ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่าข้าวสารที่จมน้ำเสียหายมีจำนวน ๑,๔๑๗ กระสอบ มูลค่าที่เอาประกันจำนวน ๓๓,๘๗๙.๙๐ ดอลลาร์สหรัฐ หลังเกิดเหตุแล้วบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท โจทก์จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจริง คงมีปัญหาว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่เกิดเหตุละเมิดหรือวันที่โจทก์จ่ายไปจริง เห็นว่า ความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริง จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น ไม่ใช่ในวันเกิดเหตุละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ผล อนุวัตรนิติการ-ระพินทร บรรจงศิลป-วิเทพ ศิริพากย์) ศาลแพ่ง - นายวินัย สร้อยพลอย ศาลอุทธรณ์ - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99085
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวินัย สร้อยพลอย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068623"
    }
}
date
2543
deka_no
8906/2543
deka_running_no
8906
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "วิเทพ ศิริพากย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 196"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิธสินประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสิทธิ์ ศิลพิพัฒน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกับสกุลบาทไทย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ณ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ แล้วให้นำเงินจำนวน ๕๓,๑๒๗.๕๐ บาท หักออกจากเงินที่คำนวณได้คงเหลือเท่าใดให้รับผิดเพียงนั้น และนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ขณะที่ บ. ควบคุมเรือยนต์โชคดีวัฒนาลากจูงเรือฉลอมไม้บรรทุกข้าวสารของบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ แล่นทวนน้ำมาในลำแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งด้านซ้ายจากท่าเรือคลองขุด จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งหน้าไปที่ท่าเทียบเรือเลขที่ ๔๕ (ท่าอันฟองเหลา) เพื่อขนสินค้าขึ้นเรือเดินทะเลเพื่อส่งต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ควบคุมเรือเดินทะเลชื่อบางกอกน้อยจากสะพานพระราม ๙ แล่นตามน้ำสวนทางมามุ่งหน้าไปทางปากอ่าวเพื่อส่งมอบเรือดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจากจำเลยที่ ๒ เมื่อถึงบริเวณหน้าท่าทรายวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ เรือเดินทะเลบางกอกน้อยได้เฉี่ยวชนกับเรือฉลอมที่กราบเรือด้านขวา ทำให้เรือฉลอมแตกรั่วและจมลง ข้างสารที่บรรทุกมาจมน้ำทั้งหมด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าจึงได้ให้บริษัทแอสโซซิเอทมารีนเซอร์เวเยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท ให้แก่บริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ผู้เอาประกันไปแล้ว และเมื่อหักค่าขายซากสินค้าออกแล้ว คงเหลือความเสียหายของโจทก์ ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่าข้าวสารที่จมน้ำเสียหายมีจำนวน ๑,๔๑๗ กระสอบ มูลค่าที่เอาประกันจำนวน ๓๓,๘๗๙.๙๐ ดอลลาร์สหรัฐ หลังเกิดเหตุแล้วบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท โจทก์จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจริง คงมีปัญหาว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่เกิดเหตุละเมิดหรือวันที่โจทก์จ่ายไปจริง เห็นว่า ความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริง จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น ไม่ใช่ในวันเกิดเหตุละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001150.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543