คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2544 ฉบับเต็ม

#99088
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนนทบุรี (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) นายสมนึกหรือหนุ่ม สุนทรศิริ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 290, มาตรา 295 ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยที่ 4 ต่างฝ่ายต่างไปเที่ยวหาความสำราญด้วยกันในที่เกิดเหตุโดยมิได้ประสงค์จะก่อการวิวาท หากแต่การวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่มีส่วนคบคิดด้วย ทั้งผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่จำเลยที่ 4 ความตายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังนี้ จะให้ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 ยังไม่ได้ จำเลยที่ 4 คงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ตามที่กระทำไปเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๙๕, ๘๓, ๙๑, ๓๓ และริบของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก, ๒๙๕, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖ แล้วจำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสี่แม้จะเป็นเยาวชนแต่ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา โดยได้กระทำในที่สาธารณะและมีผู้คนอยู่จำนวนมาก อันเป็นการอุกอาจ การที่จะใช้วิธีการคุมประพฤติจำเลยทั้งสี่จึงเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง มีกำหนดขั้นต่ำคนละ ๒ ปี ขั้นสูงคนละ ๓ ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกและจำเลยทั้งสี่กับพวกต่างไปเที่ยวงานสวนสนุกบริเวณเชิงสะพานพระราม ๗ กรุงเทพมหานคร แล้วเกิดวิวาทกัน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกได้ร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายและพวกของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คนหนึ่งใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยที่ ๔ เป็นคนร้ายร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายด้วยหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างกลุ่มผู้ตายกับกลุ่มจำเลยที่ ๔ เต้นรำบริเวณลานรถบั้มพ์ในงาน มีคนถีบหลังผู้เสียหายแล้วเกิดการชกต่อยกัน ผู้ตายเข้าช่วยผู้เสียหาย จำเลยที่ ๔ ซึ่งอยู่คนละกลุ่มกับผู้ตายได้เข้ามารุมทำร้ายผู้เสียหายด้วย แต่ผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ ๔ ทำร้ายผู้เสียหายในลักษณะใด เห็นว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๔ มาก่อน อีกทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ ๔ ชกต่อยผู้ตายกับพวกจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้ฆ่าผู้ตายเช่นนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๔ จึงมีเหตุอันควรเชื่อ ที่จำเลยที่ ๔ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๔ อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่มิได้ร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายจึงไม่พอฟังหักล้าง ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ เป็นความผิดฐานใด เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยที่ ๔ ต่างฝ่ายต่างไปเที่ยวหาความสำราญด้วยกัน ในที่เกิดเหตุโดยมิได้ประสงค์จะก่อการวิวาท หากแต่การวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ซึ่งจำเลยที่ ๔ ไม่มีส่วนคบคิดด้วย ทั้งผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่จำเลยที่ ๔ ดังนี้ ความตายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ดังนี้ จะให้ชี้ชัดว่าจำเลยที่ ๔ มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้ จำเลยที่ ๔ คงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ตามที่กระทำไปเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๔ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ปรับ ๑,๕๐๐ บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๔ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน มีกำหนด ๑ ปี ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ ๔ เห็นสมควรมีกำหนด ๑๒ ชั่วโมง โดยต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน ห้ามคบเพื่อนไม่ดีและห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (สุวัตร์ สุขเกษม-วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมชัย เกษชุมพล) ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชน - นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99088
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชน",
        "judge": "นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065478"
    }
}
date
2544
deka_no
2450/2544
deka_running_no
2450
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุวัตร์ สุขเกษม",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 290",
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "(แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมนึกหรือหนุ่ม สุนทรศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๙๕, ๘๓, ๙๑, ๓๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก, ๒๙๕, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖ แล้วจำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสี่แม้จะเป็นเยาวชนแต่ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา โดยได้กระทำในที่สาธารณะและมีผู้คนอยู่จำนวนมาก อันเป็นการอุกอาจ การที่จะใช้วิธีการคุมประพฤติจำเลยทั้งสี่จึงเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง มีกำหนดขั้นต่ำคนละ ๒ ปี ขั้นสูงคนละ ๓ ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกและจำเลยทั้งสี่กับพวกต่างไปเที่ยวงานสวนสนุกบริเวณเชิงสะพานพระราม ๗ กรุงเทพมหานคร แล้วเกิดวิวาทกัน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกได้ร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายและพวกของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คนหนึ่งใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยที่ ๔ เป็นคนร้ายร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายด้วยหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างกลุ่มผู้ตายกับกลุ่มจำเลยที่ ๔ เต้นรำบริเวณลานรถบั้มพ์ในงาน มีคนถีบหลังผู้เสียหายแล้วเกิดการชกต่อยกัน ผู้ตายเข้าช่วยผู้เสียหาย จำเลยที่ ๔ ซึ่งอยู่คนละกลุ่มกับผู้ตายได้เข้ามารุมทำร้ายผู้เสียหายด้วย แต่ผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ ๔ ทำร้ายผู้เสียหายในลักษณะใด เห็นว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๔ มาก่อน อีกทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ ๔ ชกต่อยผู้ตายกับพวกจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้ฆ่าผู้ตายเช่นนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๔ จึงมีเหตุอันควรเชื่อ ที่จำเลยที่ ๔ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๔ อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่มิได้ร่วมในการทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายจึงไม่พอฟังหักล้าง

ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ เป็นความผิดฐานใด เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยที่ ๔ ต่างฝ่ายต่างไปเที่ยวหาความสำราญด้วยกัน ในที่เกิดเหตุโดยมิได้ประสงค์จะก่อการวิวาท หากแต่การวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ซึ่งจำเลยที่ ๔ ไม่มีส่วนคบคิดด้วย ทั้งผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่จำเลยที่ ๔ ดังนี้ ความตายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ดังนี้ จะให้ชี้ชัดว่าจำเลยที่ ๔ มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้ จำเลยที่ ๔ คงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ตามที่กระทำไปเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๔ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ ปรับ ๑,๕๐๐ บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ ๔ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๔ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน มีกำหนด ๑ ปี ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ ๔ เห็นสมควรมีกำหนด ๑๒ ชั่วโมง โดยต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน ห้ามคบเพื่อนไม่ดีและห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001122.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544