คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2543 ฉบับเต็ม

#99104
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2543 ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด โจทก์ นายประเสริฐ ชุมพลไพศาล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง, มาตรา 387 ป.วิ.พ. มาตรา 183, มาตรา 225 วรรคหนึ่ง โจทก์ยอมรับเงินค่างวดที่จำเลยผิดนัดชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่ได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิของโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เลย พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยแสดงออกต่อกันเช่นนี้ต่างมิได้ถือเอากำหนดวันปฏิทินให้จำเลยชำระเงินแต่ละงวดตามสัญญากู้เงินเป็นสาระสำคัญต่อไป และถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงระงับข้อสัญญาเกี่ยวกับการชำระเงินแต่ละงวดล่าช้าไปกว่าวันที่กำหนดไว้ตามสัญญากู้เงินเป็นการผิดนัดกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงงวดชำระ จำเลยไม่ชำระเงินให้โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัด อันจะก่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญากู้เงิน เว้นแต่โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดที่ค้างในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน หากจำเลยไม่ชำระจึงจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 และ 204 วรรคหนึ่ง โจทก์เรียกให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุกล่าวหาว่าจำเลยผิดนัด ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนดเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมีตามสัญญากู้เงินข้อ 7 แม้จำเลยไม่ผิดนัดก็ตาม แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ผิดนัดแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิอื่นใดของโจทก์อีก เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ตามสัญญากู้เงิน โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,513,582.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,966,881.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ยอมรับเงินค่างวดที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่ได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิของโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เลย พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแสดงออกต่อกันเช่นนี้เท่ากับว่าต่างมิได้ถือเอากำหนดวันปฏิทินให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแต่ละงวดตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3 นั้น เป็นสาระสำคัญต่อไป และถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อสัญญาเกี่ยวกับการชำระเงินแต่ละงวดล่าช้าไปกว่าวันที่กำหนดไว้นั้น ไม่เป็นการผิดนัดกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงงวดชำระวันที่ 19 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด อันจะก่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที เว้นแต่โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระเงินงวดที่ค้างในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 และ 204 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงจะใช้สิทธิตามสัญญากู้เงิน ข้อ 8 ทำหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์และบอกกล่าวบังคับจำนองได้ ตามคำฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนดเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมีตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 7 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ผิดนัดแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิอื่นใดของโจทก์อีก เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้น เป็นการชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ ศาลอุทธรณ์ - นายชัยยันต์ ศุขโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99104
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยยันต์ ศุขโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072693"
    }
}
date
2543
deka_no
4769/2543
deka_running_no
4769
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 387"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 183",
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประเสริฐ ชุมพลไพศาล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,513,582.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,966,881.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ยอมรับเงินค่างวดที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่ได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิของโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เลย พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแสดงออกต่อกันเช่นนี้เท่ากับว่าต่างมิได้ถือเอากำหนดวันปฏิทินให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแต่ละงวดตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3 นั้น เป็นสาระสำคัญต่อไป และถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อสัญญาเกี่ยวกับการชำระเงินแต่ละงวดล่าช้าไปกว่าวันที่กำหนดไว้นั้น ไม่เป็นการผิดนัดกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงงวดชำระวันที่ 19 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด อันจะก่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที เว้นแต่โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระเงินงวดที่ค้างในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 และ 204 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงจะใช้สิทธิตามสัญญากู้เงิน ข้อ 8 ทำหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์และบอกกล่าวบังคับจำนองได้

ตามคำฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนดเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมีตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 7 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ผิดนัดแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิอื่นใดของโจทก์อีก เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้น เป็นการชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001187.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543