คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2543 ฉบับเต็ม

#99107
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2543 บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายเสกสรรค์ ไตรสิกขา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 391 สัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของ โดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว และอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น หรือถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้ว มีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้ราคาขายจะเป็นเพียงความคาดหมายของโจทก์โดยยังมิได้มีการขายจริง แต่โจทก์ก็อาจนำสืบให้เห็นได้ว่ารถยนต์อยู่ในสภาพที่ในท้องตลาดมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใดโดยที่ยังมิได้มีการขายจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มีการกำหนดกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ในส่วนของค่าขาดประโยชน์ศาลกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ โดยพิเคราะห์ถึงยี่ห้อของรถยนต์ และ ราคาเช่าซื้อที่จะชำระแต่ละเดือน ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๔๑๔,๙๐๗.๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ยืนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยัง ขาดอยู่โดยที่ยังมิได้มีการขายรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ราคาขายดังกล่าวจะเป็นเพียงความคาดหมายของโจทก์โดยที่ยังมิได้มีการขายจริงก็ตาม แต่โจทก์ก็อาจนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้เห็นได้ว่ารถยนต์อยู่ใน สภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างไร และในสภาพเช่นว่านั้นในท้องตลาดมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด โดยที่ยังมิได้มี การขายจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการกำหนดกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ด้วยว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่ เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น หรือถ้าทรัพย์สิน ที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้วมีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่นที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะ ชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้แม้จะมิได้มีการขายรถยนต์ไปจริง ปัญหาว่า ค่าเสียหาย เห็นว่า สภาพความเสียหายดังกล่าวมีไม่มาก เป็นเพียงรอยขีดข่วน มิได้เกิดจากการชนอย่างรุนแรง เมื่อวิเคราะห์ถึงประเภทของรถยนต์ซึ่งเป็นยี่ห้อเบนซ์ อี ๒๘๐ และราคาตามสัญญาเช่าซื้อสูงถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และเป็นรถยนต์ใหม่ต้องตกเป็นรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วหรือรถยนต์มือสองตามฎีกาของโจทก์ เพราะการผิดสัญญาของจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต่อไปตามฎึกาของโจทก์มีว่า โจทก์ควรได้ค่าเสียหายในการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์รุ่นเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันกับรถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อ โจทก์ได้นำให้บุคคลภายนอกเช่าในลักษณะการเช่าแบบลีสซิ่ง ค่าเช่าเดือนละ ๖๒,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้ให้ผู้ใดเช่าไปกี่รายเมื่อใด คงมีแต่นางสาวสร้อยเพชร ชูชัยสุวรรณศรี เบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์สามารถนำรถยนต์ออกให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๖๒,๐๖๐ บาท เท่านั้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงยี่ห้อของรถยนต์ และราคาเช่าซื้อที่จะต้องชำระ แต่ละเดือนแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นั้นยังต่ำไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท รวม ๓ เดือน เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และค่าติดตามยึดรถยนต์คืน ๑,๐๐๐ บาท แล้ว รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๓๐,๐๐๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ผล อนุวัตรนิติการ-ระพินทร บรรจงศิลป-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลแพ่ง - นายอุทัย ทวีโชติ ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99107
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายอุทัย ทวีโชติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071686"
    }
}
date
2543
deka_no
5590/2543
deka_running_no
5590
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเสกสรรค์ ไตรสิกขา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๔๑๔,๙๐๗.๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยืนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยัง ขาดอยู่โดยที่ยังมิได้มีการขายรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ราคาขายดังกล่าวจะเป็นเพียงความคาดหมายของโจทก์โดยที่ยังมิได้มีการขายจริงก็ตาม แต่โจทก์ก็อาจนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้เห็นได้ว่ารถยนต์อยู่ใน สภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างไร และในสภาพเช่นว่านั้นในท้องตลาดมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด โดยที่ยังมิได้มี การขายจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการกำหนดกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ด้วยว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่ เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น หรือถ้าทรัพย์สิน ที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้วมีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่นที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะ ชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้แม้จะมิได้มีการขายรถยนต์ไปจริง ปัญหาว่า ค่าเสียหาย เห็นว่า สภาพความเสียหายดังกล่าวมีไม่มาก เป็นเพียงรอยขีดข่วน มิได้เกิดจากการชนอย่างรุนแรง เมื่อวิเคราะห์ถึงประเภทของรถยนต์ซึ่งเป็นยี่ห้อเบนซ์ อี ๒๘๐ และราคาตามสัญญาเช่าซื้อสูงถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และเป็นรถยนต์ใหม่ต้องตกเป็นรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วหรือรถยนต์มือสองตามฎีกาของโจทก์ เพราะการผิดสัญญาของจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต่อไปตามฎึกาของโจทก์มีว่า โจทก์ควรได้ค่าเสียหายในการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์รุ่นเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันกับรถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อ โจทก์ได้นำให้บุคคลภายนอกเช่าในลักษณะการเช่าแบบลีสซิ่ง ค่าเช่าเดือนละ ๖๒,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้ให้ผู้ใดเช่าไปกี่รายเมื่อใด คงมีแต่นางสาวสร้อยเพชร ชูชัยสุวรรณศรี เบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์สามารถนำรถยนต์ออกให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๖๒,๐๖๐ บาท เท่านั้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงยี่ห้อของรถยนต์ และราคาเช่าซื้อที่จะต้องชำระ แต่ละเดือนแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นั้นยังต่ำไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท รวม ๓ เดือน เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และค่าติดตามยึดรถยนต์คืน ๑,๐๐๐ บาท แล้ว รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๓๐,๐๐๐ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001178.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543