คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2543 ฉบับเต็ม

#99167
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2543 นายชัยรัตน์ ชั้นเจริญ กับพวก โจทก์ กรมตำรวจ กับพวก จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกวัตถุพยานตามคำร้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มิได้อ้างว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 101,986 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองเพราะโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานมาสืบ ส่วนจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 22 มกราคม 2541 อ้างว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกรถยนต์เป็นวัตถุพยานไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกวัตถุพยานดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งและรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อโจทก์จะได้ยื่นคำขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่ใช่เหตุที่จะสั่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และในวันนั้นซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงว่าไม่ได้จัดเตรียมพยานมาสืบเนื่องจากเห็นว่าศาลจะอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีได้เลื่อนมาหลายนัดแล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จำเลยทั้งสี่แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณาและพิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกวัตถุพยานตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มิได้อ้างว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วิชัย วิวิตเสวี-เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลแพ่ง - นายวิชัย ช้างหัวหน้า ศาลอุทธรณ์ - นายรุ่ง เรืองโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99167
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวิชัย ช้างหัวหน้า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายรุ่ง เรืองโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069404"
    }
}
date
2543
deka_no
7966/2543
deka_running_no
7966
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "sections": [
            "ม. 264"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัยรัตน์ ชั้นเจริญ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมตำรวจ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 101,986 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองเพราะโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานมาสืบ ส่วนจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 22 มกราคม 2541 อ้างว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกรถยนต์เป็นวัตถุพยานไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกวัตถุพยานดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งและรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อโจทก์จะได้ยื่นคำขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่ใช่เหตุที่จะสั่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และในวันนั้นซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงว่าไม่ได้จัดเตรียมพยานมาสืบเนื่องจากเห็นว่าศาลจะอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีได้เลื่อนมาหลายนัดแล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จำเลยทั้งสี่แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณาและพิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลจะส่งความเห็นหรือข้อโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไว้ชั่วคราวก็ต่อเมื่อคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกวัตถุพยานตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มิได้อ้างว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะส่งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001157.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543