คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7722/2543 ฉบับเต็ม

#99185
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7722/2543 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด โจทก์ร่วม นางสาวเพ็ญนภา ทองรักษ์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 335 (1 (7) แม้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักมาจะเป็นเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) , 188 , 91 , 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เงินของโจทก์ร่วมทั้งสามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ลักไป จำเลยที่ 1 ลักโดยหลอกให้นายลี กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมซึ่งไม่รู้หนังสือไทยลงชื่อในเช็ค ซึ่งเป็นเช็คของโจทก์ร่วม เช็คทั้งสามฉบับนำเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกเก็บเงิน เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 2 ถอนไป 800,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 58,140 บาท จำเลยที่ 2 ถอนทีหลัง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากเงินที่จำเลยที่ 1 ลักมา ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตร่วมกับจำเลยที่ 1 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) นั้น สำหรับความผิดตามมาตรา 335 (11) คือ ฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักมาจะเป็นเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขข้อนี้ให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7. (วิชัย วิวิตเสวี-เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายชุมพล อรรถเสถียร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99185
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นายชุมพล อรรถเสถียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069634"
    }
}
date
2543
deka_no
7722/2543
deka_running_no
7722
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335 (1 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวเพ็ญนภา ทองรักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) , 188 , 91 , 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เงินของโจทก์ร่วมทั้งสามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ลักไป จำเลยที่ 1 ลักโดยหลอกให้นายลี กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมซึ่งไม่รู้หนังสือไทยลงชื่อในเช็ค ซึ่งเป็นเช็คของโจทก์ร่วม เช็คทั้งสามฉบับนำเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกเก็บเงิน เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 2 ถอนไป 800,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 58,140 บาท จำเลยที่ 2 ถอนทีหลัง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากเงินที่จำเลยที่ 1 ลักมา ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตร่วมกับจำเลยที่ 1 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) นั้น สำหรับความผิดตามมาตรา 335 (11) คือ ฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักมาจะเป็นเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขข้อนี้ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001159.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543