คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2543 ฉบับเต็ม

#99207
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2543 นายประเสริฐ จองวิริยะวงศ์ โจทก์ นายชูชาติ ศรีแสง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 164 ป.วิ.พ. มาตรา 13 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยที่ 3 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และองค์คณะซึ่งมีอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติดังกล่าวของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2539 จ. นำร่างคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้โจทก์ดู และปรากฏจากสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ 11 มีนาคม 2539 แสดงว่าคำพิพากษาศาลฎีกาได้ถูกเรียงเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จสิ้น ดังนั้น แม้จะไต่สวนคำร้องคัดค้านและได้ความดังคำคัดค้านก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และองค์คณะได้ดำเนินและเรียงเสร็จสิ้นก่อนโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านเสียไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 13 วรรคสอง การไต่สวนคำร้องคัดค้านจึงไม่อาจจะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ 3 ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านของโจทก์และสั่งรวมไว้ในสำนวนไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๑๕๗ , ๑๖๔ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายยรรยงหรือไม่ เห็นว่า การจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะซึ่งมีอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจนำการกระทำดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๓ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งของโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ นายจริงชัย เชาวเลิศสกุล นำร่างคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งไปให้โจทก์ดู และปรากฏสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๙ แสดงว่า คำพิพากษาศาลฎีกาได้ถูกเรียงเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๙ และวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จสิ้น ดังนั้น แม้จะไต่สวนคำร้องคัดค้านและได้ความดังคำคัดค้านก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะได้ดำเนินและเรียงเสร็จสิ้นก่อนโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านเสียไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓ วรรคสอง การไต่สวนคำร้องคัดค้านจึงไม่อาจจะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านและสั่งรวมไว้ในสำนวนไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว พิพากษายืน. (มงคล คุปต์กาญจนากุล-ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ศาลอาญา - นายพิชัย เพ็งผ่อง ศาลอุทธรณ์ - นายองอาจ โรจนสุพจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99207
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายพิชัย เพ็งผ่อง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายองอาจ โรจนสุพจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069968"
    }
}
date
2543
deka_no
7423/2543
deka_running_no
7423
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "มงคล คุปต์กาญจนากุล",
    "ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 164"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 13 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประเสริฐ จองวิริยะวงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชูชาติ ศรีแสง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๑๕๗ , ๑๖๔

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายยรรยงหรือไม่ เห็นว่า การจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะซึ่งมีอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจนำการกระทำดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๓

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งของโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ นายจริงชัย เชาวเลิศสกุล นำร่างคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งไปให้โจทก์ดู และปรากฏสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๙ แสดงว่า คำพิพากษาศาลฎีกาได้ถูกเรียงเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๙ และวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จสิ้น ดังนั้น แม้จะไต่สวนคำร้องคัดค้านและได้ความดังคำคัดค้านก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะได้ดำเนินและเรียงเสร็จสิ้นก่อนโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านเสียไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓ วรรคสอง การไต่สวนคำร้องคัดค้านจึงไม่อาจจะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านและสั่งรวมไว้ในสำนวนไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001162.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543