คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3198/2545 ฉบับเต็ม

#99316
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3198/2545 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ บริษัทซันไทยฟุตแวร์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5, มาตรา 686 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 40, มาตรา 112, มาตรา 112 ทวิ, มาตรา 112 ตรี พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ, มาตรา 19 ตรี การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกัน และรับของไปจากอารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิได้ผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำเงินอากรขาเข้าและภาษีอากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินไว้ไปชำระมิใช่เป็นหน้าที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องติดตามทางถามให้จำเลยชำระ ทั้งตาม พ.ร.บ. ศุลกากรก็ดี ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้บัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินติดตามทวงถามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรขาเข้าเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ต้องเสียก็ต้องเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยตามกฎหมาย กรณีการนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางก็ไม่มีบทบัญญัติใดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรว่าถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบแล้วภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ก็ให้เรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันทันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น ถ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และเมื่อเรียกจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ขาดรวมทั้งเงินเพิ่มแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และเงินเพิ่ม จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและภายในชอบที่กฎหมายบัญญัติ จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 4,778,456.27 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระจำนวน 1,813,882.59 บาท และของต้นเงินค่าธรรมเนียมพิเศษค้างชำระจำนวน 20,933.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงนัดฟังคำพิพากษา กับให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานเพื่อประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน 410,298.76 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนมีนาคม 2534 จำเลยนำ สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรหลายรายการรวม 7 ครั้ง เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนเพื่อออกของไปตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว จำเลยไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวรวมทั้งเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง และพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ธนาคารซึ่งค้ำประกันนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระตามหนังสือค้ำประกันแล้วเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 แต่นำไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และค่าธรรมเนียมพิเศษได้เพียงบางส่วน ยังมีหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยค้างชำระโจทก์ทั้งสองอยู่คิดถึง วันฟ้องรวม 4,778,456.27 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองประเมินภาษีอากรและ ฟ้องเรียกค่าภาษีอากรตามฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกันและรับของไปจาก อารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิได้ผลิตสินค้าส่งออกไป ต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำเงินอากรขาเข้าและภาษีอากรตามที่ เจ้าพนักงานประเมินไว้ไปชำระ มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินจะต้องติดตามทวงถามให้จำเลยชำระ ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากรก็ดี ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้บัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินติดตามทวงถามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรขาเข้าเมื่อใดก็ได้ ภายในอายุความ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ต้องเสียก็ต้องเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยตามกฎหมาย นอกจากนี้กรณี การนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางประกันก็ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดตามพระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติว่า ถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามที่ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบแล้วภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งก็ให้เรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และเมื่อเรียกจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าใด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ขาดรวมทั้งเงินเพิ่มแก่โจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่า อากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และเงินเพิ่มจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติ จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เพราะเหตุที่จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มจำนวนมากนั้นเกิดจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าอากรนำเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ไปชำระตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน ไม่นำเงินค่าอากรและภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามหน้าที่เอง ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2543 ไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศจำนวน 7 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า และขอใช้สิทธิคืนภาษีอากรโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนการชำระค่าภาษีอากร ตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แล้วจำเลยผิดเงื่อนไขโดยมิได้นำของไปผลิตเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า ซึ่งในการวินิจฉัยในปัญหานี้โดยเฉพาะในกรณีเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษตามมาตรา 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าการนำของเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการภาษีการค้ามีการโต้แย้งประเภทพิกัดสินค้า และราคาสินค้าที่สำแดงกันอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวข้างต้นมีทั้งการประทับตราว่า เพิ่มราคาแล้วพอใจบัญชีราคาสินค้า และตีราคา โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเนื่องมาจากสาเหตุใด และอาจส่งผลให้การคิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษเปลี่ยนแปลงได้ จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองให้ได้ความชัดเจนและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ย้อนสำนวนโดยให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่. (ศุภชัย ภู่งาม-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-ปัญญา ถนอมรอด) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99316
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053599"
    }
}
date
2545
deka_no
3198/2545
deka_running_no
3198
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ศุภชัย ภู่งาม",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "ปัญญา ถนอมรอด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 686"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 40",
            "ม. 112",
            "ม. 112 ทวิ",
            "ม. 112 ตรี"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "sections": [
            "ม. 19 ทวิ",
            "ม. 19 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซันไทยฟุตแวร์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 4,778,456.27 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระจำนวน 1,813,882.59 บาท และของต้นเงินค่าธรรมเนียมพิเศษค้างชำระจำนวน 20,933.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงนัดฟังคำพิพากษา กับให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานเพื่อประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดี

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน 410,298.76 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนมีนาคม 2534 จำเลยนำ สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรหลายรายการรวม 7 ครั้ง เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนเพื่อออกของไปตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว จำเลยไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวรวมทั้งเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง และพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ธนาคารซึ่งค้ำประกันนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระตามหนังสือค้ำประกันแล้วเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 แต่นำไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และค่าธรรมเนียมพิเศษได้เพียงบางส่วน ยังมีหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยค้างชำระโจทก์ทั้งสองอยู่คิดถึง วันฟ้องรวม 4,778,456.27 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองประเมินภาษีอากรและ ฟ้องเรียกค่าภาษีอากรตามฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกันและรับของไปจาก อารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิได้ผลิตสินค้าส่งออกไป ต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำเงินอากรขาเข้าและภาษีอากรตามที่ เจ้าพนักงานประเมินไว้ไปชำระ มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินจะต้องติดตามทวงถามให้จำเลยชำระ ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากรก็ดี ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้บัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินติดตามทวงถามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรขาเข้าเมื่อใดก็ได้ ภายในอายุความ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ต้องเสียก็ต้องเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยตามกฎหมาย นอกจากนี้กรณี การนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางประกันก็ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดตามพระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติว่า ถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามที่ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบแล้วภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งก็ให้เรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และเมื่อเรียกจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าใด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ขาดรวมทั้งเงินเพิ่มแก่โจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่า อากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และเงินเพิ่มจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติ จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เพราะเหตุที่จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มจำนวนมากนั้นเกิดจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าอากรนำเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ไปชำระตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน ไม่นำเงินค่าอากรและภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามหน้าที่เอง ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2543 ไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศจำนวน 7 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า และขอใช้สิทธิคืนภาษีอากรโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนการชำระค่าภาษีอากร ตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แล้วจำเลยผิดเงื่อนไขโดยมิได้นำของไปผลิตเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า ซึ่งในการวินิจฉัยในปัญหานี้โดยเฉพาะในกรณีเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษตามมาตรา 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าการนำของเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการภาษีการค้ามีการโต้แย้งประเภทพิกัดสินค้า และราคาสินค้าที่สำแดงกันอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวข้างต้นมีทั้งการประทับตราว่า เพิ่มราคาแล้วพอใจบัญชีราคาสินค้า และตีราคา โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเนื่องมาจากสาเหตุใด และอาจส่งผลให้การคิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษเปลี่ยนแปลงได้ จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองให้ได้ความชัดเจนและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ย้อนสำนวนโดยให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001015.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545