คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2545 ฉบับเต็ม

#99326
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2545 นายสุรินทร์ กิตติกาญจนสกุล ที่ 1 นายสันต์ เจตน์มงคลรัตน์ ที่ 2 นายชาญชัย อภิชนสุข ป.รัษฎากร มาตรา 118 ป.พ.พ. มาตรา 546 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง การที่วัด ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้โอนย่อมมีหน้าที่ตาม ป.พ.พ.มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ 1 เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัด ป. ยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่จำเลยยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทจากวัด ป. และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖๖,๖๖๒ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒๒,๒๒๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ที่ ๑ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๕๔๒/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๑๓๗๔๓/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ที่ ๑ ฟ้องคดีนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แกโจทก์ที่ ๒ จนถึงปี ๒๕๔๒ ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ ๒ ถึงปี ๒๕๔๕ จำเลยจึงมีสิทธิอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาท การที่โจทก์ที่ ๒ โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ แล้ว จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาท พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท ๓ ชั้นครึ่ง เลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารมีกำหนด ๒๐ ปี ในระหว่างอายุการเช่าได้ให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด ๑ ปี เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนดอีก ๒๐ ปี ต่อจากนั้น โจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าที่เหลืออีก ๑๑ ปี ๗ เดือน แก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเรียบร้อยแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่...เห็นว่า แม้วัดปทุมคงคาราชวรวิหารจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้โอนก็ย่อมต้องมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งปละพาณิชย์ มาตรา ๕๔๖ ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ ๑ เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ ๒ เช่นนี้ การที่โจทก์ที่ ๒ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ ๒ ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่โจทก์ที่ ๑ ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงนั้นก็เพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะพึงมีเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับแล้วว่าโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารและจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ ๒ แล้วเช่นนี้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งอ้างเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง. นางสาวนิดา ธนธัญญา ผู้ช่วยฯ นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (วิบูลย์ มีอาสา-ศุภชัย ภู่งาม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน ศาลอุทธรณ์ - นางชุติมา จงสงวน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99326
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางชุติมา จงสงวน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055284"
    }
}
date
2545
deka_no
2077/2545
deka_running_no
2077
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ศุภชัย ภู่งาม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 546"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "1",
        "name": "นายสุรินทร์ กิตติกาญจนสกุล ที่"
    },
    {
        "role": "2",
        "name": "นายสันต์ เจตน์มงคลรัตน์ ที่"
    },
    {
        "role": "อภิชนสุข",
        "name": "นายชาญชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖๖,๖๖๒ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒๒,๒๒๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ที่ ๑ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๕๔๒/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๑๓๗๔๓/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ที่ ๑ ฟ้องคดีนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แกโจทก์ที่ ๒ จนถึงปี ๒๕๔๒ ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ ๒ ถึงปี ๒๕๔๕ จำเลยจึงมีสิทธิอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาท การที่โจทก์ที่ ๒ โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ แล้ว จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาท พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท ๓ ชั้นครึ่ง เลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารมีกำหนด ๒๐ ปี ในระหว่างอายุการเช่าได้ให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด ๑ ปี เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนดอีก ๒๐ ปี ต่อจากนั้น โจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าที่เหลืออีก ๑๑ ปี ๗ เดือน แก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเรียบร้อยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่...เห็นว่า แม้วัดปทุมคงคาราชวรวิหารจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้โอนก็ย่อมต้องมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งปละพาณิชย์ มาตรา ๕๔๖ ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ ๑ เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ ๒ เช่นนี้ การที่โจทก์ที่ ๒ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ ๒ ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่โจทก์ที่ ๑ ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงนั้นก็เพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะพึงมีเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับแล้วว่าโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารและจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ ๒ แล้วเช่นนี้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งอ้างเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.

นางสาวนิดา ธนธัญญา ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001030.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545