คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942 -ที่ 1943/2545 ฉบับเต็ม

#99338
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942 - 1943/2545 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายวิหาร วิเศษเธียรกุล ที่ 1 กับพวก จำเลย พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ บริษัทจัดหางานเรียลไทม์ เพลส์เมนท์ จำกัด จำเลย ป.อ. มาตรา 56 จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี โดยความผิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกระทำนั้น เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง 64 คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และลงโทษปรับจำเลยที่ 4 โดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๔ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ , ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๑ , ๘๓ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว แม้ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไปจากจำเลยทั้งสี่รวมเป็นเงิน ๑,๑๙๒,๗๐๐ บาท แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่ร่วมกับพวกหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมากอันเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ สำหรับคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน รวมเป็นเงิน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ มีบางรายได้รับชดใช้ไปบางส่วนแล้ว จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินเท่าที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ รวมเป็นเงิน ๒,๙๒๕,๓๐๐ บาท ด้วย จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ชักชวนและเรียกค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งหมด โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้ร่วมในการชักชวนเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำผิดในฐานะผู้ถือใบอนุญาตจัดหางาน และจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้หลบหนี แต่ได้พยายามบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยการหาเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดจนเป็นที่พอใจนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับ และจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดว่ามีจำนวนไม่ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็มิได้มีคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมด จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เพียงแต่ต้องการแสดงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษของศาลฎีกาเท่านั้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำนั้นเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง ๖๔ คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ โดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ ๑ นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-อรพินท์ เศรษฐมานิต-ชัช ชลวร) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายวินัย สร้อยพลอย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99338
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายวินัย สร้อยพลอย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055513"
    }
}
date
2545
deka_no
1943/2545
deka_running_no
1943
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "ชัช ชลวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิหาร วิเศษเธียรกุล ที่ 1 กับพวก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทจัดหางานเรียลไทม์ เพลส์เมนท์ จำกัด"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๔

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ , ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๑ , ๘๓ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว แม้ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไปจากจำเลยทั้งสี่รวมเป็นเงิน ๑,๑๙๒,๗๐๐ บาท แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่ร่วมกับพวกหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมากอันเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ สำหรับคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน รวมเป็นเงิน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ มีบางรายได้รับชดใช้ไปบางส่วนแล้ว จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินเท่าที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ รวมเป็นเงิน ๒,๙๒๕,๓๐๐ บาท ด้วย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ชักชวนและเรียกค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งหมด โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้ร่วมในการชักชวนเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำผิดในฐานะผู้ถือใบอนุญาตจัดหางาน และจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้หลบหนี แต่ได้พยายามบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยการหาเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดจนเป็นที่พอใจนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับ และจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดว่ามีจำนวนไม่ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็มิได้มีคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมด จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เพียงแต่ต้องการแสดงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษของศาลฎีกาเท่านั้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำนั้นเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง ๖๔ คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ โดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ ๑ นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001032.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942 -
year
2545