คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6885/2543 ฉบับเต็ม

#99377
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6885/2543 นายณรงค์ จันทวีระ โจทก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1), มาตรา 193/30, มาตรา 671 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ฟ้องเรียกเงินฝากที่ อ. ฝากไว้คืนจากจำเลย ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่าย และใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำข้อ 3 ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากประจำตกลงฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ 4 ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่น ดังนี้ ?ฯลฯ ฝากตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปและได้ฝากครบกำหนดระเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ 8 ต่อปี กับข้อ 5 ระบุว่า ระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการ โดยระเบียบและประเพณีและข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ 1 ปี ต่อครั้งให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แสดงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝาก ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อ ผู้ฝากด้วย การชำระดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา 1 ปี ฉะนั้น แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบสองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินฝาก ๑๘๘,๔๑๑.๕๐ บาท ตามบัญชีเลขที่ ๑๐๙๗ - ๒ และบัญชีเลขที่ ๔๓๑ - ๓ พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามประกาศของจำเลยนับแต่วันฝากจนกว่าจำเลยจะคืนเงินฝากเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้แสดงหลักฐานโดยแจ้งชัดถึงสิทธิเรียกร้องเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีพ้นกำหนด ๑๐ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๔,๔๑๑.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๓,๑๗๒ .๕๐ บาท นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ และจากต้นเงิน ๘๑,๒๓๙ บาท นับแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอัมพรโดยคำสั่งศาลแพ่งธนบุรี ฟ้องเรียกเงินฝากที่นางอัมพรฝากไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง คืนจากจำเลย อายุความจึงต้องถือเอาตามบทบัญญัติในเรื่องฝากทรัพย์ เมื่อไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่าย และใช้ ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๑ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ และวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ตามลำดับนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ก็ตาม แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำ ข้อ ๓. ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากตกลง ฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ ๔. ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่นดังนี้ ฯลฯ ฝากตั้งแต่ ๑๒ เดือนขึ้นไป และได้ฝากครบกำหนดระยะเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ ๘ ต่อปี กับข้อ ๕. ระบุว่าระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการโดยระเบียบและข้อตกลงดังกล่าว จำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ ๑ ปี ต่อครั้ง ให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แถลงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝากตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา ๑ ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ฝาก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยการชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา ๑ ปี ฉะนั้น แม้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙ หลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบ สองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน (พิชัย เตโชพิทยากูล-วินัย ตุลยภักดิ์-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายปัญญา โต๊ะทอง ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99377
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายปัญญา โต๊ะทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070811"
    }
}
date
2543
deka_no
6885/2543
deka_running_no
6885
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "วินัย ตุลยภักดิ์",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14 (1)",
            "ม. 193/30",
            "ม. 671"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณรงค์ จันทวีระ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินฝาก ๑๘๘,๔๑๑.๕๐ บาท ตามบัญชีเลขที่ ๑๐๙๗ - ๒ และบัญชีเลขที่ ๔๓๑ - ๓ พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามประกาศของจำเลยนับแต่วันฝากจนกว่าจำเลยจะคืนเงินฝากเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้แสดงหลักฐานโดยแจ้งชัดถึงสิทธิเรียกร้องเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีพ้นกำหนด ๑๐ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๔,๔๑๑.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๓,๑๗๒ .๕๐ บาท นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ และจากต้นเงิน ๘๑,๒๓๙ บาท นับแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอัมพรโดยคำสั่งศาลแพ่งธนบุรี ฟ้องเรียกเงินฝากที่นางอัมพรฝากไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง คืนจากจำเลย อายุความจึงต้องถือเอาตามบทบัญญัติในเรื่องฝากทรัพย์ เมื่อไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่าย และใช้ ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๑ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ และวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ตามลำดับนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ก็ตาม แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำ ข้อ ๓. ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากตกลง ฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ ๔. ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่นดังนี้ ฯลฯ ฝากตั้งแต่ ๑๒ เดือนขึ้นไป และได้ฝากครบกำหนดระยะเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ ๘ ต่อปี กับข้อ ๕. ระบุว่าระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการโดยระเบียบและข้อตกลงดังกล่าว จำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ ๑ ปี ต่อครั้ง ให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แถลงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝากตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา ๑ ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ฝาก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยการชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา ๑ ปี ฉะนั้น แม้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙ หลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบ สองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001170.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543