คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7236/2543 ฉบับเต็ม

#99381
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7236/2543 นายสุนทร ธรเจริญศรี โจทก์ นายชลิต คงคาวิเศษกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 237, มาตรา 1056, มาตรา 1061 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกัน โดยโจทก์ลงหุ้นเป็นเงินค่าก่อสร้างจำเลยลงหุ้นเป็นที่ดิน ต่อมาจำเลยขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ระหว่างสัญญาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนการขายฝากที่ดินที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์และให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปให้แก่โจทก์ อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยแล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกัน โดยชอบ กรณีมิใช่การขอเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1056 เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ทั้งได้มีการตกลงกันให้จำเลยชำระเงินที่ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นภายหลัง เลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของ ห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินของจำเลยได้ จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงมีสิทธิโอนขายที่ดิน ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนด ระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๕๕๘, ๖๐๕๕๙ และ ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๖ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนมีวัตถุประสงค์สร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ลงหุ้นเป็นค่าก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ลงหุ้นเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๕๕๘ ถึง ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระหว่างสัญญา จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ หลังจากได้รับหนังสือ ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยที่ ๑ แล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญามีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบ กรณีมิใช่การบอกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๖ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป อีกทั้งการตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ ที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ ๑ ได้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพิกถอนที่การโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ธาดา กษิตินนท์-ประดิษฐ์ สิงหทัศน์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายปรีดี รุ่งวิสัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99381
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายปรีดี รุ่งวิสัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070282"
    }
}
date
2543
deka_no
7236/2543
deka_running_no
7236
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "ประดิษฐ์ สิงหทัศน์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 237",
            "ม. 1056",
            "ม. 1061"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุนทร ธรเจริญศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชลิต คงคาวิเศษกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนด ระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๕๕๘, ๖๐๕๕๙ และ ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๖ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนมีวัตถุประสงค์สร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ลงหุ้นเป็นค่าก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ลงหุ้นเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๕๕๘ ถึง ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระหว่างสัญญา จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ หลังจากได้รับหนังสือ ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยที่ ๑ แล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญามีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบ กรณีมิใช่การบอกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๖ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป อีกทั้งการตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ ที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ ๑ ได้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพิกถอนที่การโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001165.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543