คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2544 ฉบับเต็ม

#99410
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2544 นายเง็กเล้ง แซ่ลิ่ม กับพวก โจทก์ นายวิโรจน์ ศิริโชติ กับพวก ผู้ร้องสอด กรมสรรพากร ผู้ร้อง นางอุษา จันทร์สุวรรณ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) หนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองยื่นขอรับชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไป ย่อมหมายถึง เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนเป็นเงินของเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ ตามที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้ตกลงกับโจทก์ไว้ เงินจำนวนดังกล่าวหาใช่เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้แก่โจทก์และผู้ร้องไม่ เมื่อฟังได้ว่าเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้ร้องสอดทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้า ต่อมาผู้ร้องสองทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งห้านำ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งห้า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ผู้ร้องสอดที่ 2 และมีเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้วจำนวน 7,601,977 บาท นายธีระพร และ นางเยาวลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 ดังกล่าว ได้ยื่นคำร้องขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 13,950,000 บาท แก่บุคคลทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองคัดค้าน แต่บุคคลทั้งสองสามารถทำความตกลงกับโจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองได้ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ขอรับชำระหนี้จำนองไว้ นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องจะเข้ามา มีส่วนเฉลี่ยอีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อ ศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่บุคคลทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึง นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการที่บุคคลทั้งสองจะมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 1,101,977 บาท นั้น ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนก็เป็นเงินของบุคคลทั้งสองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่าย ให้แก่โจทก์ทั้งห้า ตามที่บุคคลทั้งสองได้ตกลงกับโจทก์ทั้งห้าไว้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงหาใช่เงินที่เหลือจากการ ขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้ แก่โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องไม่ เมื่อฟังได้ว่านายธีระพรและนางเยาวลักษณ์เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจาก การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ระพินทร บรรจงศิลป-สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดลพบุรี - นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุภิญโญ ชยารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99410
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลพบุรี",
        "judge": "นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสุภิญโญ ชยารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064056"
    }
}
date
2544
deka_no
5311/2544
deka_running_no
5311
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 253 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเง็กเล้ง แซ่ลิ่ม กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นายวิโรจน์ ศิริโชติ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอุษา จันทร์สุวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้ร้องสอดทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้า ต่อมาผู้ร้องสองทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งห้านำ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งห้า

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ดังกล่าว

โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ผู้ร้องสอดที่ 2 และมีเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้วจำนวน 7,601,977 บาท นายธีระพร และ นางเยาวลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องสอดที่ 2 ดังกล่าว ได้ยื่นคำร้องขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 13,950,000 บาท แก่บุคคลทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองคัดค้าน แต่บุคคลทั้งสองสามารถทำความตกลงกับโจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องสอดทั้งสองได้ ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ขอรับชำระหนี้จำนองไว้ นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ได้รับชำระหนี้จำนองไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องจะเข้ามา มีส่วนเฉลี่ยอีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้จำนองทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อ ศาลชั้นต้นมีจำนวนถึง 13,950,000 บาท แต่เงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมีเพียง 7,601,977 บาท การที่บุคคลทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีนี้ ซึ่งเป็นเงินกว่า 7,000,000 บาท แล้ว ก็ไม่ติดใจที่จะว่ากล่าวเรียกหนี้สินประการอื่นใดจากผู้ร้องสอดทั้งสองอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึง นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ตกลงรับชำระหนี้เพียงเงินจำนวนสุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการที่บุคคลทั้งสองจะมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 1,101,977 บาท นั้น ตามที่ปรากฏในบัญชีรับจ่ายเงินในคดีในสำนวนก็เป็นเงินของบุคคลทั้งสองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดหักไว้เพื่อจ่าย ให้แก่โจทก์ทั้งห้า ตามที่บุคคลทั้งสองได้ตกลงกับโจทก์ทั้งห้าไว้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงหาใช่เงินที่เหลือจากการ ขายทอดตลาดหรือเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่นายธีระพรและนางเยาวลักษณ์ซึ่งจะต้องนำมาเฉลี่ยให้ แก่โจทก์ทั้งห้าและผู้ร้องไม่ เมื่อฟังได้ว่านายธีระพรและนางเยาวลักษณ์เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับเงินจาก การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือทรัพย์ที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 253 (3) จะเข้ามามีส่วนเฉลี่ยได้อีก การพิจารณาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001109.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544