คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544 ฉบับเต็ม

#99416
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544 นางเบญจางค์ คำพรม โจทก์ นายประเสริฐ นามเสนาะ นายอดิศักดิ์ เด่นวงษ์ จำเลย นางพิสมัย นามเสนาะ จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 315, มาตรา 321, มาตรา 656 เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำ นิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จ ผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่รับชำระหนี้ แทนผู้ตายได้ จำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็น ผู้จัดการมรดกแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของผู้ตายก็ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนผู้ตาย เอกสารที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนการชำระเงินที่จำเลยทำกับจำเลยร่วมไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินใน วันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทน จำนวนเงินที่กู้ยืมโดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดิน จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคท้าย ดังนั้นการจดทะเบียนโอน ขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมและการทำข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ระงับลง จำเลยต้องชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัย เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ จำเลยร่วมเป็นภริยาของ นายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐ แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัว เจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ผู้ตายเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจ จัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอน เพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล. ๑ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่า โอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและ เป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วมข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคท้าย ฉะนั้น การจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ. ๗ และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล. ๑ จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-พีรพล จันทร์สว่าง) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนินนาท สาครรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99416
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายนินนาท สาครรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062691"
    }
}
date
2544
deka_no
6449/2544
deka_running_no
6449
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 315",
            "ม. 321",
            "ม. 656"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเบญจางค์ คำพรม"
    },
    {
        "role": "นามเสนาะ",
        "name": "นายประเสริฐ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอดิศักดิ์ เด่นวงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นางพิสมัย นามเสนาะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัย เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ จำเลยร่วมเป็นภริยาของ นายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐ แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัว เจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ผู้ตายเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจ จัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอน เพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล. ๑ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่า โอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและ เป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วมข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคท้าย ฉะนั้น การจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ. ๗ และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล. ๑ จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001097.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544