ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2544
นางพยงค์ สุริยวงศ์
โจทก์
นายชลชาสน์ เบญจธนารักษ์ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 453, มาตรา 1096, มาตรา 1097, มาตรา 1113
ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 172
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 107 ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงไป 11 ตารางวา ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน หรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินตารางวาละ 120,000 บาท เมื่อศาลเห็นว่าคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินไม่สามารถเพิกถอนได้ ก็ยกคำขอส่วนนี้ และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,320,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องที่ว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ขอให้จำเลยชำระค่าที่ดิน ซึ่งหมายความว่า เมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ ก็ขอให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินส่วนที่เกินได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณไว้ ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินเนื้อที่ 107 ตารางวา แต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา
จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตกลงกันว่าจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์ จึงให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ ระหว่างนั้นได้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้น เมื่อถึงกำหนดก็จดทะเบียนโอนที่ดินเป็นชื่อจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ จึงต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขาย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๓ ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่าเท่ากับที่ดินจำนวน ๑๑ ตารางวา อัตราตารางวาละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามผิดนัด (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘) จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๒๓,๗๕๐ บาท
จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะได้โอนสิทธิการซื้อที่ดินไปให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งหมดแล้ว โดยโจทก์ยินยอมเข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ มิได้มีส่วนกับการทำนิติกรรมดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๑,๓๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙) ไม่เกิน ๑๒๓,๗๕๐ บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ
จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘ ตำบลบางขวาง อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๔๐๕ ตารางวา เป็นของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ได้แบ่งแยกที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะขายให้แก่จำเลยที่ ๑ และออกโฉนดที่ดินใหม่ คือโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๓ ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ๖๑ ตารางวา แต่ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินใหม่ดังกล่าว โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๓ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินแล้ว ๑๒,๘๔๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าที่ดินโจทก์ที่โอนไปนั้นมีเนื้อที่ ๑๑๘ ตารางวา เกินกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ จำนวน ๑๑ ตารางวา
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ชำระค่าที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงในสัญญา ๑๑ ตารางวา ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินคือตารางวาละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท คำขอท้ายฟ้องโจทก์ประการแรกขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่สามารถเพิกถอนได้ จึงยกคำขอส่วนนี้ แต่คำขอท้ายฟ้องข้อ ๒ ระบุว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าที่ดิน หมายความว่า เมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ก็ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าที่ดินส่วนเกิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า สัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาขายเหมาหรือไม่ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดชำระค่าที่ดินส่วนเกินแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณไว้ สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘ เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา แต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด สัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่โอนให้กันนั้นมีเนื้อที่ดินเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา ๑๑ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ในฐานะคู่สัญญาจึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่เกินนี้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ว่า ซื้อที่ดินของโจทก์ไปสร้างอาคารพาณิชย์ขายโดยมีจำเลยที่ ๓ ร่วมดำเนินกิจการด้วยโดยจะทำในรูปบริษัทจำกัด ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘ สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ทำวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ได้ตกลงจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์กับพวกก่อน จึงให้จำเลยที่ ๑ ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ. ๖ กับโจทก์ ระหว่างนั้นก็ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ ๒ ขึ้น โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจและจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้น และเมื่อถึงกำหนดโอนจึงจดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยที่ ๓ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อ้างว่า ได้ขายที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยโจทก์ยินยอมแล้ว และฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ติดต่อขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๓ ให้ค่าตอบแทนเป็นหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๒ นั้นขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ที่เบิกความว่า ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ทั้งปรากฏในหนังสือบริคนห์สนธิ เอกสารหมาย จ. ๕ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เริ่มก่อการด้วย มิใช่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเท่านั้น เอกสารหมาย จ. ๕ ทำก่อนวันจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๓ จึงไม่เชื่อว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?
พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
(ธาดา กษิตินนท์-ชวลิต ศรีสง่า-หัสดี ไกรทองสุก)
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ