คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2545 ฉบับเต็ม

#99435
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2545 บริษัทคณาทรัพย์ จำกัด โจทก์ นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177, มาตรา 179 แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (3) แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยที่ 1 กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันเอง กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าว ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริงให้แก่จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ กระทำการโดยทุจริต จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้มีส่วนกระทำละเมิดต่อโจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์บ้างแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นเข้ามาใหม่ และเป็นการขอแก้ไขภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์แล้ว ทั้งประเด็นที่ขอแก้ไขมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยประกันภัยคืน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหรือไม่? จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ตามฟ้องกับจำเลยที่ ๒ และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ ๑ โดยเพิ่มเติมข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๒ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์ และกลุ่มนิมิตแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณี เงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เท่ากับจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ ดังนั้น คำให้การจำเลยที่ ๑ กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวแล้ว ย่อมจะทำให้คำให้การจำเลยที่ ๑ ขัดแย้งกัน กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัยหรือไม่ เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยใช่เงินของโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ตามคำร้องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ศุภชัย ภู่งาม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-วิบูลย์ มีอาสา) ศาลแพ่ง - นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ ศาลอุทธรณ์ - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99435
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054971"
    }
}
date
2545
deka_no
2236/2545
deka_running_no
2236
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ศุภชัย ภู่งาม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "วิบูลย์ มีอาสา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177",
            "ม. 179"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทคณาทรัพย์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริงให้แก่จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ กระทำการโดยทุจริต

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้มีส่วนกระทำละเมิดต่อโจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์บ้างแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นเข้ามาใหม่ และเป็นการขอแก้ไขภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์แล้ว ทั้งประเด็นที่ขอแก้ไขมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยประกันภัยคืน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหรือไม่? จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ตามฟ้องกับจำเลยที่ ๒ และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ ๑ โดยเพิ่มเติมข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๒ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์ และกลุ่มนิมิตแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณี เงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เท่ากับจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ ดังนั้น คำให้การจำเลยที่ ๑ กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวแล้ว ย่อมจะทำให้คำให้การจำเลยที่ ๑ ขัดแย้งกัน กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัยหรือไม่ เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยใช่เงินของโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ตามคำร้องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001027.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545